| - ผู้ถือหุ้น PTT หรือ 'PTT GANT' มีโอกาสสร้างผลกำไรมหาศาล ! - สินทรัพย์ที่รัฐได้ลงทุนไว้ และยังอยุ่ในมือPTT มีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท - อนาคต 'LNG Receiving Terminal' ที่เพิ่งเปิดดำเนินการ จะเป็นขุมทรัพย์ใหม่ ที่นักธุรกิจ-การเมือง สบช่องเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจได้ - ที่สำคัญ PTT GANT คุมธุรกิจผูกขาดด้านพลังงานเบ็ดเสร็จ ยากที่มีรายใหม่เข้ามาแข่งขัน - จับตา '7 ขุนพล'ในครม.จะเป็นตัวช่วย เครือข่ายทักษิณ เข้ายึดธุรกิจพลังงานผ่านการขายหุ้นปตท.ให้กองทุนวายุภักษ์ได้สำเร็จหรือไม่ ? | |||
ท่าทีรัฐบาลหลังจากมีแนวคิดของ ดร.โกร่ง หรือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ หรือ กยอ. ได้เสนอความคิดให้กระทรวงการคลังขายหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ให้กับกองทุนวายุภักษ์ บริษัทละ 2% ทำให้กระทรวงการคลังมีหุ้นทั้ง 2 บริษัทเหลืออยู่ประมาณบริษัทละ 49% โดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่แสดงท่าทีปฏิเสธในการรับลูกแนวคิดดังกล่าวในการตอบกระทู้สดของรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น กิตติรัตน์เองก็เป็นคนออกมายืนยันว่าการขายหุ้นในส่วนของคลังไปให้กองทุนวายุภักษ์ 2% นั้นไม่น่าห่วงในกรณีไม่สามารถส่งต่อนโยบายพลังงานให้ปตท.ได้ เพราะว่ากองทุนวายุภักษ์เองนั้นก็ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 100% แม้วันนี้ดูเหมือนว่าแนวความคิดนี้ เมื่อทำการโยนหินถามทางและไม่ประสบความสำเร็จ และทำท่าดูเหมือนจะถอย แต่ทว่าเรื่องนี้อาจจะไม่น่าที่จะจบง่ายขนาดนั้น เหตุเพราะว่า ปตท.คือแหล่งผลประโยชน์ และเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ทั้งทรัพย์สินที่รัฐบาลลงทุนไว้จำนวนมหาศาล แถมยังไม่ได้มีการถ่ายโอนคืนมาเป็นของรัฐ ขณะเดียวกันมีโอกาสมีสินทรัพย์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาเอง และยังมีการให้ภาคอุตสาหกรรม หรือไฟฟ้า ทำการสร้างท่อส่งก๊าซเข้าสถานีเองก่อนโอนให้ปตท.ในท้ายที่สุดอีกต่างหาก คำถามคือ แปรรูปปตท.ให้วายุภักษ์ 2% ทำไปทำไม และเหตุผลที่บอกว่า การแปรรูปนี้ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่ารัฐบาลยังคงถือหุ้นใหญ่ของปตท.ผ่านกองทุนวายุภักษ์ และยังสามารถควบคุม สั่งการ ให้ปตท.ยังเป็นบริษัทที่ทำเพื่อประชาชนคนไทยได้นั้น มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน? ปตท.ขุมทรัพย์มหาศาล 2 ธุรกิจหลักผูกขาดเบ็ดเสร็จ แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีลักษณะเป็นกิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ ในบางประเทศจะเก็บธุรกิจในลักษณะนี้ให้เป็นของรัฐ แต่ในบางประเทศก็มีการขายหุ้นให้เอกชน สำหรับ ปตท.เองนั้นหลังจากมีการนำเข้าตลาดหุ้น โดยการแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2 พันล้านหุ้น และเริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 28,572,457,250บาท มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 28,562,996,250บาท มีจำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ 2,856,299,625 หุ้น อย่างไรก็ดีผลประโยชน์มหาศาลอยู่ที่ตัวธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะท่อก๊าซ และโรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่เพิ่งดำเนินขึ้นเมื่อไตรมาส 2 ปี 2554 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ แค่นี้ก็มีมูลค่ามหาศาล โดยท่อก๊าซธรรมชาติ แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติให้กระทรวงการคลัง ทั้งบนบกและในทะเลมูลค่า 32,613 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.เข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าการส่งคืนท่อก๊าซให้คลังของปตท.นั้นเป็นเพียงมูลค่า 14,808.62 ล้านบาท คงเหลือส่วนที่ ปตท.ยังไม่ได้แบ่งให้กระทรวงการคลังมูลค่า 21,834.14 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้ ปตท.มีท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล รวม 3,469 กิโลเมตร ซึ่งรวมท่อไปยังโรงไฟฟ้า IPP-SPP และท่อไปยังโรงงานอุตสาหกรรม NGV ด้วย ซึ่งตีราคาทรัพย์สินแล้วท่อก๊าซที่ยังมีในมือปตท.เท่าที่ปตท.เคยจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัทคือ GEIOC และ SGST มาประเมินทรัพย์สินท่อก๊าซ 3 เส้นจากแหล่งในทะเล ที่ปรึกษาได้ประเมินราคาเฉลี่ยออกมาเป็น 112,500 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก “ต้องเข้าใจ การลงทุนท่อส่งก๊าซฯ เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และได้ค่าตอบแทนคืนมาต้องใช้ระยะเวลานานมาก ที่ผ่านมาจึงมีการลงทุนโดยรัฐ แต่ปัญหาคือ เมื่อรัฐลงทุนไปแล้วระบบท่อส่งก๊าซกลับไปอยู่ในส่วนบริษัทเอกชนในการทำรายได้ และยิ่งทำให้ ปตท.ได้เปรียบเจ้าอื่นๆ เพราะมีท่อส่งก๊าซเป็นของตัวเอง ขณะที่เอกชนรายอื่นจะต้องมาขอใช้ท่อส่งก๊าซกับปตท. ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านราคาก๊าซฯของบริษัทอื่นๆ สูงมากจนไม่สามารถแข่งขันกับปตท.ได้ ดังนั้นท่อส่งก๊าซนี้ ปตท.ควรจะคืนให้เป็นของรัฐจะดีที่สุด” ที่น่าสนใจคือในส่วนท่อส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม NGV ปตท.ให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคนลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซจากท่อหลักเข้าไปในโรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรมเอง ตรงนี้ค่าใช้จ่ายของปตท.จึงเป็นศูนย์ ขณะที่หลังจากสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ต้องโอนท่อคืนให้ ปตท. ปตท.ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ไปอย่างมาก ซึ่งความจริงแล้ว ปตท.ควรจะลงทุนเองหรือไม่ เพราะคนอื่นเขาก็ไม่เชี่ยวชาญด้านการทำท่อ เมื่อทำแล้วก็แพงกว่าปตท.ทำเอง พอทำเสร็จยังต้องยกให้ปตท.อีก ปตท.ก็เลยได้ทรัพย์สินฟรีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง! นอกจากนี้จุดที่น่าสนใจในทรัพย์สินปตท.ในธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ยังไม่มีใครสนใจมากนักคือ โรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่อยู่ในบริษัทพีทีที แอลเอ็น จี จำกัด ซึ่ง ปตท.ถือหุ้น 100% เป็นกิจการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซเพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งโรงแปรสภาพก๊าซนี้ ปตท.ได้ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าก๊าซเหลวทางเรือจากต่างประเทศ เพื่อนำมาแปรสภาพของเหลวเป็นก๊าซและส่งจำหน่ายตามท่อก๊าซ และบางส่วนเก็บเป็นของเหลว เพื่อเมื่อเกิดปัญหาในระบบท่อก๊าซ ก็สามารถมีการขนส่งทางบกได้เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเผื่อขาดซึ่งเป็นจุดดี ปัญหาคือโรงแปรสภาพก๊าซ LNG นี้ จำเป็นจะต้องอยู่ในท่าเรือน้ำลึกที่เรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งเวลานี้ไม่มีที่อื่นที่มีสภาพเหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานแบบนี้อีกแล้ว นอกจากของบริษัทปตท.ที่ตั้งโรงงาน LNG อยู่ที่มาบตาพุด ซึ่งถือว่าเป็นการผูกขาดธุรกิจโดยทำเลที่ตั้ง โดย LNG RECEIVING TERMINAL ที่มีมูลค่าการลงทุน 33,440 ล้านบาท มีผลตอบแทน 10.46% “ทุกวันนี้ยังไม่มีเอกชนรายอื่นทำเอง เพราะไม่มีท่าเรือน้ำลึกที่เหมาะสม และเอกชนรายอื่นก็ยังมาขอใช้โรงแปลงสภาพนี้ไม่ได้ จึงเป็นกิจการผูกขาดอีกตัวหนึ่งที่ปตท.ได้ประโยชน์ ต่อไปรัฐควรจะต้องมีการอนุญาตให้เอกชนรายอื่นมาใช้โรงแปรสภาพนี้ได้ในลักษณะการคิดค่าบริการ เหมือนกับระบบท่อส่งก๊าซก็ต้องให้เอกชนรายอื่นใช้ได้ด้วยเช่นกัน” | |||
ปตท.สบประโยชน์ทุกช่อง นอกจากนี้ แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ปตท.ยังมีข้อได้เปรียบในการทำกิจการค้าก๊าซธรรมชาติอีกหลายจุด โดยในส่วนบริษัท ปตท. นั้น ปัจจุบันในการกำกับดูแลโดย กกพ. หรือเรคกูเรเตอร์ ได้มีการออกใบอนุญาตด้านก๊าซธรรมชาติ 4 ใบอนุญาตคือ ใบอนุญาตขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อฯ,ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ,ใบอนุญาตค้าปลีกก๊าซธรรมชาติผ่านระบบจำหน่าย และใบอนุญาตเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซฯจากของเหลวเป็นก๊าซ “ทุกวันนี้ใบอนุญาตทั้ง 4ใบ ปตท.ยังถือว่าเป็นบริษัทที่ผูกขาดกิจการก๊าซธรรมชาติในเกือบทุกหมวดการทำธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะความได้เปรียบในหลายๆจุด ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาแข่งขันกับปตท.แม้กระทั่งบริษัทต่างชาติรายใหญ่” ขณะที่ใบอนุญาตจัดหาและค่าส่งก๊าซฯ ปตท.ก็ยังเป็นบริษัทที่ได้เปรียบ เนื่องจากปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้จาก 3 แหล่งใหญ่ (Pool Gas) ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก๊าซธรรมชาติที่ซื้อจากพม่า และก๊าซ LNG ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติมาแล้วนำมาแปรสภาพเป็นของเหลวก่อนนำส่ง โดยก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีราคาถูกที่สุด เนื่องจากเป็นสัญญาสัมปทานระยะยาว ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในส่วนของที่ขุดเจาะจากอ่าวไทยมีราคาอยู่ที่ 7.14 บาท/กก. ขณะที่ก๊าซฯที่นำเข้าจากพม่า จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 12.56 บาท/ก.ก. และก๊าซฯ LNG ที่ต้องมาแปลงสภาพจากก๊าซเป็นของเหลวเพื่อสะดวกต่อการขนส่งนั้นจะมีต้นทุนสูงที่สุดคือมีราคา 18.68 บาท/ก.ก. โดยในระบบจัดการโครงสร้างของการคิดราคา จะมีการนำราคา 3 ส่วนมารวมกันแล้วหาราคาค่าเฉลี่ย ทำให้ปตท.นั้นมีราคาถูก ที่ทำให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาอาจไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ ประเด็นสำคัญอยู่ 3 จุดใหญ่คือ ในจุดของก๊าซจากบ่อขุดเจาะทั้ง 7 ในอ่าวไทยนั้น หลุมขุดเจาะส่วนใหญ่เป็นของปตท.สผ.เมื่อนำมารวมกันแล้วจะอยู่ใน Pool 1 ซึ่งปตท.จะนำก๊าซธรรมชาติในส่วนนี้ไปกลั่นแล้วใช้ในกิจการพลังงานของปตท.เอง ส่วนที่เหลือจึงนำไปไว้ใน Pool 2 ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ว่า Pool 2 นี้จะมีการนำก๊าซในส่วนของ LNG มารวมในนี้ก่อนเพื่อนำไปขายให้ EGAT,IPP,SPP,NGV และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติของปตท. นอกจากนี้ ในระบบขนส่งก๊าซฯไปสู่ผู้ซื้อก๊าซ ยังมีการคิดค่าบริการค่าส่งก๊าซฯทางท่อ ซึ่งปตท.เป็นเจ้าของเพียงรายเดียวอีก ทำให้ปตท.ยิ่งได้เปรียบคู่แข่งอื่นๆ นี่ไม่รวมกับการที่ ปตท.ยังมีธุรกิจดาวรุ่ง คือ ปตท.สผ.โดยปตท.สผ.มีการลงทุนในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำนวนทั้งหมด 44โครงการ เป็นโครงการลงทุนในประเทศไทย จำนวน 17 โครงการลงทุนในพื้นที่พัฒนาร่วม 1 โครงการ พื้นที่คาบเกี่ยว 1 โครงการ และลงทุนในต่างประเทศ 27 โครงการ อาทิ สหภาพพม่า เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย โอมาน อัลจีเรีย อียิปต์ บาห์เรน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2554) ไม่รวมธุรกิจ NGV ที่ปตท.ก็ยังเป็นผู้ดำเนินการเพียงรายเดียวอีก อย่าแปลกใจ แม้ว่าปตท.จะมีระบบกำกับดูแล จะมี ก.ล.ต.คอยดูความโปร่งใส มีภาคประชาชนคอยจับจ้องนโยบายต่างๆ ของปตท. แต่ที่พบคือ ปตท.สามารถมีกำไรในทุกจุดที่ดำเนินการแบบผูกขาด ดังนั้นแม้ปตท.จะประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าปตท.มีต้นทุนพลังงานบางส่วนที่ขาดทุนแล้วขาดทุนเล่า แต่กำไรปีละเป็นแสนล้านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปตท.เป็นธุรกิจผูกขาดที่ทั้งผู้ถือหุ้นหรือผู้ที่เข้ามาหาจุดแทรกในกระบวนการต่างๆ ของปตท.ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล ! ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อปตท.เป็นธุรกิจผูกขาดขนาดนี้ การที่ปตท.จะขอขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติเมื่อไรก็ย่อมได้ ขณะเดียวกันผลประโยชน์ในปตท.ก็มีโอกาสมากที่จะผ่องถ่ายเข้าสู่กลุ่มนักธุรกิจการเมือง... หุ้น 13% นอมินีทักษิณ ? ผลประโยชน์แรกที่ได้แน่ๆ คือกำไรจากส่วนต่างราคาและปันผลของผู้ถือหุ้น การที่รัฐบาลยังมีหุ้นอยู่ในจำนวน 49% รวมกับวายุภักษ์ที่ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่อีกจำนวนหนึ่ง เงินจำนวนนี้ยังคงเข้าสู่ภาครัฐบาล และก็พูดกันมากกว่ากลุ่มการเมืองเป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปตท.มาโดยตลอดด้วย ในหุ้น 13% ที่มีนอมินีถือแทน ซึ่งมีหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นกลุ่มนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยซ้ำ แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน กล่าวว่า วิธีดูว่ากลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อนจะเข้าไปอยู่ตรงไหนได้บ้าง ตามหลักสากลแล้ว จะดูได้จากหุ้นรายย่อยที่มีจำนวนมากกว่า 0.5% เพราะว่าต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งปรกตินักการเมืองก็จะมีกองทุน หรือโบรกเกอร์ต่างประเทศเจ้าต่างๆ มาถือหุ้นให้แทน เมื่อไปดูการเปิดเผยข้อมูลตรงนี้รวมกันแล้วได้หุ้นที่น่าสงสัยรวมๆ แล้วมา 13% “13% นี่ คิดแค่ค่าส่วนต่างราคาหุ้นนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย พลังงานตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2554-20 มกราคม 2555 คนกลุ่มนี้ได้กำไรไปแล้ว 38,000 ล้านบาท” ขณะที่ผลประโยชน์ต่อมา นอกจากราคาหุ้นแล้ว กลุ่มนักการเมืองยังจะสามารถตั้งบริษัทไปซื้อธุรกิจที่ปตท.ก่อนที่ปตท.จะเข้าไปลงทุนก่อนได้อีก ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการทำอยู่แล้ว แต่ต่อไปจะมีการทำดีลแบบนี้ได้สะดวกขึ้น ประการต่อมา คือผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา ที่เกี่ยวโยงไปถึงความสัมพันธ์ ทักษิณ-ฮุน เซน “ไม่ต้องมาบอกแล้วว่าจะทำตัวเลขหนี้สาธารณะให้ดูดี คนที่ทำธุรกิจพลังงานมองทีเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่สำคัญการเมืองในยุคนี้ไม่ใช่การเมืองที่ทำเพื่อประเทศชาติ” แหล่งข่าวอดีตผู้บริหารบริษัทด้านพลังงาน กล่าว และมองว่าเรื่องนี้เป็นใบสั่งทางการเมืองแน่นอน ทั้งนี้มีข่าวในวงการพลังงานมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามีการต่อรองผลประโยชน์กันระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้เชื่อเช่นนั้น “เขาพูดกันถึงขนาดที่ว่า การตกลงครั้งนี้คือให้เชฟรอนเป็นคนได้งาน ตรงนี้จะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุน เซนในลักษณะ win-win” ที่สำคัญแหล่งพลังงานในพื้นที่ดังกล่าวยังมีการประเมินมาแล้วว่าเป็นแหล่งก๊าซและน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของ ปตท. การควบคุมปตท.อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าการที่ประเทศกัมพูชาไม่มีระบบท่อก๊าซ และไม่มีระบบเรือบรรทุกน้ำมัน ก็จะมีการนำก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะมาได้มาใช้ประโยชน์จากท่อก๊าซของปตท. และระบบขนส่งน้ำมัน | |||
| รุกคืบ TTA ต่อยอดธุรกิจพลังงาน ซึ่งเหตุนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการขยับเข้าไปถือหุ้นรายใหญ่ของ อุษณา มหากิจศิริ ในฐานะกรรมการ TTA ลูกสาวของประยุทธ มหากิจศิริ ที่เข้าซื้อหุ้นบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์มากถึง 20.5 ล้านหุ้นในราคาหุ้นเฉลี่ย 22 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 451 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการ TTA ผู้เป็นพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้น TTA อยู่แล้ว 99 ล้านหุ้น หรือ 14% ซึ่งเป็นรายใหญ่สุด เมื่อรวมกับการที่ อุษณา เข้าซื้อหุ้น TTA ครั้งนี้อีก 3% ทำให้ตระกูลมหากิจศิริมีหุ้น TTA ในมือเวลานี้อยู่ประมาณ 17% และที่ผ่านมาทั้ง 2 คนได้รับเงินปันผลจาก TTA ไปแล้วเกือบ 60 ล้านบาท ทั้งนี้สำหรับศักยภาพของ TTA เดิมก่อนปี 2551 นั้น TTA มีรายได้ทางเดียวจากการเดินเรือ แต่ระยะหลังมีการลงทุนในธุรกิจอื่นๆเพิ่ม ที่สำคัญคือ ธุรกิจขนส่งน้ำมันด้วยเรือขนาดเล็กป้อนตลาดแถบฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เมื่อไปดูกิจการผูกขาดของปตท.ที่นอกจากท่อก๊าซแล้ว ยังมีโรงแปรสภาพก๊าซ LNG ที่ผูกขาดโดยลักษณะที่ตั้งที่เหมาะสม ทำให้ถูกมองได้ว่า กลุ่มการเมืองที่คุม TTA นี้มีแผนที่จะเดินหน้าธุรกิจขนส่งน้ำมันมากขึ้น โดยเชื่อมต่อกับ LNG และช่วยขนส่งน้ำมันจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาในอนาคต “ตรงนั้นยิ่งกว่าขุมทรัพย์อีก ไม่ยากที่ TTA จะลงทุนซื้อเรือบรรทุกน้ำมันมาเพิ่ม และถ้าหากกลุ่มการเมืองไม่มีแผนนี้คงไม่ให้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มานั่งเป็นบอร์ด TTA ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีชื่อของประเสริฐนั่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย” การจับประเสริฐมานั่งบริหารบอร์ด TTA แทนที่ตำแหน่งรัฐมนตรี จึงมองได้อย่างเดียวว่า เพื่อเตรียมการบางอย่างและเป็นงานที่สำคัญกับธุรกิจครอบครัวชินวัตร และมหากิจศิริ อย่างยิ่ง! ประเด็นสำคัญคือหากวันไหนที่รัฐบาลจะเดินหน้าโอนหุ้นปตท.เป็นของเอกชนมากขึ้น อะไรคือสิ่งที่น่าห่วง ตามที่รัฐบาลอธิบายว่า หุ้นแค่ 2% ที่โอนไปให้วายุภักษ์ ก็เป็นจำนวนน้อยมาก ขณะที่วายุภักษ์เองก็ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 100% อยู่ดี สภาพัฒน์-ครม.-สภาฯ พ้นอำนาจตรวจสอบ แหล่งข่าวในแวดวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเนื่องจากกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นแม้ปตท.จะแปรสภาพเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ยังถือว่ายังมีสภาพการบริหารงานในลักษณะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในส่วนที่ยังมีความเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นนี้ทำให้ ปตท.เองนั้นมีหลายหน่วยงานเข้ามาดูแล ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และยังต้องเสนอโครงการหรือแผนงานต่างๆ ผ่านสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ “จากรัฐกลายเป็นเอกชนเต็มตัว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเอาประโยชน์เข้าตัวเองง่ายขึ้น ขณะเดียวกันการติดตามและการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ จะทำได้ยากขึ้น” ประเด็นนี้ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ด้วยว่า โดยความจริงแล้ว การแปรรูปปตท.เป็นเอกชนเต็มตัวนั้นมีข้อดี คือทำให้ ปตท.มีการบริหารงานที่คล่องตัว และสามารถทำกำไรให้ธุรกิจได้มาก มีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้น แต่ความที่ ปตท.เคยมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ด้วยในช่วงที่ผ่านมา ในการทำธุรกิจจึงต้องทำเพื่อประชาชนด้วย ซึ่งก็เป็นข้อดี แต่หากพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจไปแล้ว ก็จะมีสภาพเป็นบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ ควบคุมโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. สิ่งที่น่ากังวล นอกจากไม่ต้องส่งโครงการไปให้สภาพัฒน์พิจารณาแล้ว การลงทุนที่แต่เดิมจะต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้กลไกการตรวจสอบก็จะลดลงด้วย โดยเฉพาะการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะกรรมาธิการฯจะไม่สามารถเรียกข้อมูลของบริษัทเอกชนมาดูได้ง่ายๆอีก ซึ่งความจริงแล้วแม้จะเป็นเอกชนแต่ก็ใช่ว่าจะมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส มีช่องทางให้ทุจริต หรือการเมืองเข้าแทรกแซงได้อยู่ดี โดยเฉพาะการที่กองทุนวายุภักษ์กำลังจะหมดอายุ ในปี 2556 ซึ่งหากมีสิทธิที่จะมีการเปลี่ยนสภาพกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนเปิด แล้วหากรัฐบาลไม่ซื้อหุ้นคืน อำนาจในการบริหารของกระทรวงการคลังก็จะหมดไปเป็นของเอกชน การเปลี่ยนมือไปเอกชนรายอื่นๆก็จะง่ายขึ้น เพราะรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีการถ่ายโอน ซึ่งแม้ตลาดหลักทรัพย์จะกำกับดูแล แต่ก็ไม่สามารถดูแลได้ 100% นอกจากนี้ที่น่าเป็นห่วงคือ คณะกรรมการ หรือบอร์ดของปตท.ต่อไปก็ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นคณะกรรมการที่มาจากข้าราชการและอัยการเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นความเป็นเอกชนจากบอร์ดจึงไม่เกิด เรียกว่าเอกชนจำแลง คือแม้บริษัทเป็นเอกชน แต่การบริหารจัดการยังคงอยู่ในรูปแบบเดิมๆ บอร์ดที่ยังเป็นข้าราชการเป็นหลัก ก็ยังเป็นบอร์ดที่เปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรก เพราะฉะนั้นการปล่อยให้ปตท.เป็นของเอกชนมากขึ้นจึงไม่ได้มีประโยชน์ นอกจากทำให้กฎกติกาการตรวจสอบและควบคุมหลุดออกไปเท่านั้น ! ถึงยุคทักษิณ กินรวบธุรกิจพลังงาน ส่ง '7 มือดี'คุมทุกสายพร้อมกลืนปตท. ทักษิณ ยึด ก.พลังงานจากสุวัจน์ จัดทีม 7 มือดีลุยธุรกิจพลังงาน “อารักษ์-ผดุง-นิวัฒน์" เดินหน้าชงธุรกิจพลังงาน เดินเงียบหวังชัวร์ พร้อมจัดซี้ คุมความมั่นคง-ผู้ว่า เบ็ดเสร็จ ประสาน 3.รมวเก่า ช่วยปูทางทุกด้านทั้ง “ตปท.-คลัง-มวลชน” คนพลังงานชี้เหลือไม่กี่ขั้นเข้าครอบครองธุรกิจพลังงานได้ไม่ยาก ดูเหมือนว่าความพยายามในการลงทุนทำธุรกิจพลังงานจะเป็นที่สนใจ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ระหกระเหินเดินทางไปทั่วโลก และการพำนักยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ส่งผลให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจที่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งมือดีเข้ามาทำงานในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหลายตำแหน่งที่นอกเหนือจากภารกิจค้ำยันรัฐบาลให้สามารถยืนระยะต่อไปได้แล้ว ภารกิจที่เกี่ยวกับธุรกิจพลังงานจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณได้ยึดคืนเก้าอี้กระทรวงพลังงานกลับมาดูแลเองโดยตรงหลังจากชนะเด็ดขาดจากการเลือกตั้ง หลังจากที่ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินคุมกระทรวงนี้มาช้านาน การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงเท่ากับว่าเป็นการดึงทีมงานคนสนิท เข้ามาทำงาน โดยมี 7 คีย์แมนคนสำคัญทั้งจากเครือชินวัตร และรัฐมนตรีเก่าหลังจากที่ปล่อยให้รัฐมนตรีเดิมได้ชื่นชมในตำแหน่งมาพอสมควรจึงถึงคราวที่จะเดินหน้าสานต่อธุรกิจพลังงานเสียที อารักษ์ ชลธรานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้ารับงานต่อจาก พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ที่เปลี่ยนจากบทนายทุนพรรคมาสู่รัฐมนตรีและเตรียมที่จะเดินหน้าธุรกิจพลังงานเต็มที่ แต่หลังจากเข้ารับตำแหน่ง งานกลับไม่คืบหน้ามากนักไปจนถึงสไตล์การทำงานที่โฉ่งฉ่าง จนกลายเป็นจุดสนใจมากเกินไป การปรับครม.ครั้งที่ผ่านมาจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นหน้าที่ของอารักษ์ ขึ้นรั้งเก้าอี้รมว.พลังงานแทน "คุณพิชัย คงไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากนักเพราะทำธุรกิจอัญมณีมาก่อน แต่จุดสำคัญก็คือการทำงานที่โฉ่งฉ่างจนเป็นที่เตะตาของสังคมมากเกินไป จึงต้องถูกปรับออกจากครม.และให้เป็นหน้าที่ของสายตรงของคุณทักษิณ อย่างคุณอารักษ์ที่มีความสุขุม เงียบกว่า และสามารถสั่งงานได้ดั่งใจ” แหล่งข่าวแวดวงพลังงาน ระบุ อารักษ์ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดของพ.ต.ท.ทักษิณที่ผ่านมา ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ สายปฏิบัติการกลุ่มบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ในปี 2533 ซึ่งถือว่ายาวถึง 10 กว่าปีจนถึงตำแหน่งล่าสุดกับตำแหน่งที่ปรึกษา บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เมื่อเข้าสู่แวดวงการเมืองเต็มตัวก็ได้เตรียมสานต่อโครงการเดิมที่พิชัย ได้เตรียมไว้ทั้งการสานต่อนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และเจรจาลงทุนแหล่งก๊าซไทย-กัมพูชา ทันที สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ถือว่าเป็นบุคคลประเภท กล้าได้-กล้าเสียโดยมีผลงานประจักษ์ชัดจากการคืนพาสปอร์ตให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ และในช่วงปลายปี 54 ที่ผ่านมา สุรพงษ์ และพิชัย 2 รัฐมนตรีของไทยได้เดินทางเยือนกัมพูชา พร้อมกับมีความร่วมมือหลายด้าน อาทิ โครงการ ACMECS Single Visa ที่จะเริ่มต้นในปี 2555 ที่หวังผลด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา การสนับสนุนสร้างหอพักและลานกีฬาเพิ่มเติม ภายในศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา-ไทย รวมไปถึงจุดสำคัญก็คือ ความร่วมมือด้านพลังงานโดยทั้ง 2 ฝ่ายจะเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลโดยเร็ว รวมถึงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าสตึงนัม และความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติ โดยไทยจะเปิดการฝึกอบรมให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของกัมพูชาในเรื่องโรงแยกก๊าซและปิโตรเคมีด้วย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เพื่อนซี้เตรียมทหารรุ่น 10 ของพ.ต.ท.ทักษิณย้ายข้ามฟากจากกระทรวงคมนาคมมานั่งดูแลงานด้านความมั่นคง แทนที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมว.กลาโหม ที่ถูกวางตัวให้ดูงานความมั่นคงภายใน และในส่วนของธุรกิจพลังงานต้องดูแลงานด้านความมั่นคงให้พร้อมที่สุด เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์อ่อนไหวหลายกรณี อาทิ กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา และกรณีการเสียชีวิตของลูกเรือชาวจีน ที่จ.เชียงราย รวมถึงการขุดเจาะและสำรวจก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ชายแดน เขต จ.ระนอง จันทบุรี ตราด ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชาด้วย "งานความมั่นคงถือว่ามีความสำคัญเพราะพื้นที่ทับซ้อน หรือมีความขัดแย้งต้องใช้การคุมเกมด้านความมั่นคงให้ดีที่สุด เพราะการหาแหล่งพลังงานต้องเดินคู่กันไปจึงจะทำได้สะดวก การมีผู้ที่ไว้ใจได้สั่งได้โดยตรงจะทำให้งานเดินหน้าได้ดี " ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย ที่เข้ามาแทนที่ของ อารี ไกรนรา อดีตเลขานุการฯ และอดีตหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง ถือว่าเป็นการกลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองอีกครั้ง หลังจากยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยนอกเหนือจากส่งเข้ามาช่วยรัฐบาลแล้ว การเดินหน้าในสายมหาดไทยที่ต้องสอดประสานกับสายงานด้านความมั่นคง เนื่องจากเพราะประเทศไทยมีแหล่งพลังงานทั้งทางบกและทางทะเลที่สูงมาก กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ถูกจับตาจากการจัดทำพ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่นำมายึดโยงกับปัญหาอุทกภัยตามแนวทางของกยอ.โดยอธิบายว่าต้องการลดภาระหนี้สาธารณะรัฐบาลจากภาระหนี้ของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งอย่างปตท.และการบินไทย แต่ก็ถูกแรงต้านจากอดีต 2 รมว.คลัง ทั้งธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล และกรณ์ จาติกวณิช ที่ยืนยันว่า เพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลยังกว้างพอที่จะกู้เงินได้โดยไม่ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จุดสำคัญของรมว.คลังอีกทางหนึ่งก็คือรัฐบาลโดยก.การคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ “กองทุนวายุภักษ์” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกปตท.จากรัฐวิสาหกิจไปสู่การเป็นบริษัทเอกชน ด้วยการซื้อหุ้นเพิ่มเติมผ่านกองทุนดังกล่าวแต่ก็ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากมีแรงต้านอย่างหนักจากหลายกลุ่ม "หากได้ปตท.ซึ่งเป็นธุรกิจผูกขาดย่อมจะได้เปรียบเพราะคู่แข่งไม่เข้ามาแข่งแล้ว และหากเทียบกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธุรกิจโทรคมนาคมที่สูงมากถือว่าคุ้มค่ามาก และตอนนี้ก็เพียงขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น เพียงแต่การอ้างหนี้สาธารณะเพื่อแปรรูปปตท.มันยังฟังไม่ขึ้น และมีแรงต้านสูง จึงยังแปรรูปเป็นเอกชนเต็มตัวไม่ได้ " นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เข้ามาดูงานด้านสื่อมวลชนผ่านการดูแลสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (NBT) ที่ได้ผลิตรายการที่เน้นการสร้างภาพลักษ์เชิงบวกให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเชื่อมโยงกับผลงานของพ.ต.ท.ทักษิณมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการสร้างการรับรู้ที่ดีต่อสังคม ซึ่งจะช่วยในการรักษาฐานมวลชนเดิม พร้อมกับเมื่อไปสู่การจัดทำนโยบายต่างๆจะช่วยให้มีแรงต้านที่น้อยลง "สังเกตได้ชัดเลยว่าข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ มีข่าวเชิงบวกของคุณทักษิณเยอะขึ้นมาก ซึ่งเป็นเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างการรับรู้ของประชาชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่างๆที่สุ่มเสี่ยงมีการยอมรับมากยิ่งขึ้น" แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ระบุ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มปตท. ผ่านธุรกิจของเครือญาติ ซึ่งปรากฎว่าปตท.ได้ว่าจ้างบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ซึ่งในอดีตนั้นณัฐวุฒิ และพวกได้เคยถือต่อมาได้โอนหุ้นให้กับ เจตนันท์ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นพี่ชายของณัฐวุฒิ โดยรับเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ และมวลชนสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซ 14 โครงการมูลค่าหลายสิบล้านบาท "การตั้งบริษัทของคุณณัฐวุฒิ เป็นการรับงานที่อาจจะถ่ายเงินออกมาจากปตท.ผ่านโครงการต่างๆที่นักการเมืองทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่อาจตรวจสอบได้ว่าการรับงานต่างๆนั้นสูง-หรือต่ำ แต่ก็ยังเดินต่อไปได้เพราะการเมืองอยู่ในปตท.เสมอ " ทั้งหมดนี้ จึงถือว่าเป็นเกมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสนใจอย่างมากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การส่งมือดีเข้ามาทำงานในรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญนี้ หากจะมองเพียงว่าเป็นการประคองรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการประเมินพ.ต.ท.ทักษิณต่ำเกินไป... |
ทวงคืน ปตท.
ทรัพย์สินของแผ่นดิน พลังงานของชาติ ...จะปล่อยให้คนไม่กี่ตระกูล ครอบครองและกอบโกยผลประโยขน์ - ทวงคืน ปตท.. เพื่อให้เป็นสมบัติของลูกหลานคนไทยทุกคน...◕‿◕..
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ตีแผ่ธุรกิจรัฐลงทุน-เอกชนรับทรัพย์ ขุดขุมทรัพย์ปตท. หมกค่าอีกมหาศาล !
วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555
แฉยักษ์น้ำมัน "โทเทล" และ "เชฟรอน" แอบค้ำจุนรบ. พม่า
เอิร์ธไรท์ส อินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของสหรัฐเผย
"โทเทล" บริษัทน้ำมันสัญชาติฝรั่งเศส และ "เชฟรอน"
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ
ให้การค้ำชูรัฐบาลทหารพม่าผ่านโครงการก๊าซธรรมชาติยาดานา
ทำให้รัฐบาลพม่ามีเงินซุกซ่อนอยู่ในธนาคารแดนลอดช่องเกือบ 5
พันล้านดอลลาร์
"สัมปทานในแหล่งก๊าซยาดานาของโทเทลและเชฟรอน ทำรายได้ให้รัฐบาลพม่าราว 4.83 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2543-2551" เอิร์ธไรท์สระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสฯ
แมทธิว สมิต ผู้เขียนรายงานฉบับนี้ระบุว่า รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้รวมรายได้มหาศาลดังกล่าวในงบประมาณแผ่นดิน แต่นำเงินเกือบทั้งหมดไปฝากไว้ที่ธนาคาร 2 แห่งของสิงคโปร์ คือ โอซีบีซี และดีบีเอส ทั้งที่ปัจจุบันคนพม่าส่วนใหญ่ยังคงยากจนและได้รับสวัสดิการจากรัฐน้อยที่ สุดในบรรดาชาติเอเชีย
รายงานยังระบุด้วยว่า โทเทลและเชฟรอนพยายามปกปิดกรณีทหารพม่าที่ดูแลท่อก๊าซกระทำการทารุณประชาชน ทั้งการบังคับใช้แรงงานและฆ่าทิ้ง
เอิร์ธไรท์สเรียกร้องประชาคมโลกช่วยเพิ่มแรงกดดันโทเทลและเชฟรอนให้ยุติการกระทำดังกล่าวซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
โทเทลและเชฟรอน เป็นบริษัทพลังงานต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในพม่า การดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัทนี้ไม่ได้ถูกจำกัดโดยมาตรการคว่ำบาตรทาง เศรษฐกิจที่สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศใช้ลงดาบพม่า ทั้งนี้ แม้โทเทลจะถูกรุมวิจารณ์มานานเรื่องการสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่า แต่มาตรการคว่ำบาตรของอียูกลับครอบคลุมเพียงการห้ามค้าอาวุธ ไม้ แร่ โลหะ และอัญมณีกับพม่าเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็แสดงท่าทีปกป้องโทเทลเสมอมา
เช่นเดียวกับสหรัฐที่ยกเลิกแผนคว่ำบาตรที่จะช่วยกดดันให้เชฟรอนต้องถอนตัว จากแหล่งก๊าซยาดานา หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ในพม่าเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้
โทเทลเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการแหล่งก๊าซยาดานา ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันถือหุ้นอยู่ 31.24% ส่วนอีก 28% ถือโดยเชฟรอน ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งนี้ซึ่งคิดเป็น 60% ของก๊าซทั้งหมดในพม่าส่งขายให้กับไทย
อย่างไรก็ดี ล่าสุดทั้งโทเทลและเชฟรอนปฏิเสธที่จะชี้แจงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้.
ที่มา -
ผู้จัดการรายวัน -- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ตกลงถอนมาตรการลงโทษทางภาษีแก่ เชฟรอน คอร์ป (Chevron Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งมีหุ้นในหลุมก๊าซยาดานา (Yadana) ในอ่าวเมาะตะมะ ร่วมกับบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส และไทย ก่อนจะผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรพม่าฉบับใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอังคาร (15 ก.ค.)
ร่างมาตรการแต่เดิมนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องยุติการยกเว้นภาษีผลประกอบการของบริษัทสหรัฐฯ ทุกแห่งที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในพม่า ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในมาตรการใหญ่ที่ใช้คว่ำบาตรรัฐบาลทหารหลังการปราบปราม ประชาชนที่เดินขบวนในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว
การประชุมพิจารณามาตรการในสัปดาห์นี้ ได้มีการประนีประนอมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทำให้มีการยกบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับเชฟรอนออกไป หลังจากบริษัทน้ำมันใหญ่แห่งนี้กล่าวว่า หากเลิกลงทุนในพม่าบริษัทอื่นๆ รวมทั้งจากอินเดีย และจีนก็จะเข้าแทนที่อยู่ดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐสภา
“สิ่งหนึ่งที่ทำกัน ก็คือ ได้ยกข้อความที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีธุรกิจอยู่ในพม่า” เจ้าหน้าที่กล่าวกับเอเอฟพี อธิบายเกี่ยวกับมาตรการแซงชั่นที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับรองอย่างเป็น เอกฉันท์ผ่านออกมาเป็นร่างกฎหมายในวันเดียวกัน
ร่างรัฐบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ “เรียกร้อง” ให้ “นักลงทุน” ในโครงการก๊าซ (ในพม่า) “พิจารณาโดยสมัครใจเลิกการลงทุนในเวลาข้างหน้า” ถ้าหากระบอบปกครองทหารไม่ยอมทำการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศ
เชื่อกันว่า ร่างรัฐบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคว่ำบาตรพม่านี้ จะได้รับการรับรองจากวุฒิสภาอย่างไม่มีปัญหาใดๆ
การพิจารณาคว่ำบาตรบริษัทธุรกิจ และนักลงทุนสหรัฐฯ ในพม่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในร่างรัฐบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับเดิมที่พยายามหาทางหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับที่มีต้นทางจากพม่า ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ถูกส่งผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไทย จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์
ร่างรัฐบัญญัติของสองฝ่ายนี้ได้ผ่านการเจรจาอย่างระมัดระวังกับวุฒิสภา การแก้ไข (เนื้อหา) ทำให้สามารถได้ข้อมติผ่านการรับรองออกมา เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายเฮาเวิร์ด เบอร์มัน (Howard Berman) ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ สภาผู้แทนราษฎร
ก่อนหน้านี้ รัฐสภาแห่งสหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายห้ามการนำเข้าอัญมณีจากพม่า เช่นเดียวกันกับรัฐบาลแคนาดา นายเบอร์มัน กล่าว
ภายใต้แผนดั้งเดิมนั้น “จะไม่มีการยกเว้นภาษี” จากประกอบการในโครงการก๊าซยาดานาให้แก่เชฟรอน และบริษัทนี้ยังอาจจะถูกสั่งห้ามมิให้จ่ายเงินใดๆ แก่รัฐบาลทหาร จากผลประกอบการในโครงการที่ถือหุ้นร่วมกับบริษัท โตตาลออยล์ (หรือโททัลออยล์) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส บริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกีด (มหาชน) จากประเทศไทย และ รัฐวิสาหกิจน้ำมัน และก๊าซพม่าหรือ MOGE (Myanmar Oil & Gas Enterprise)
เชฟรอน เป็นบริษัทจากโลกตะวันตกขนาดใหญ่ที่สุดที่เข้าลงทุนในพม่า โดยถือหุ้นส่วนน้อย 28% ในโครงการดังกล่าว หลังจากเข้าซื้อผลประโยชน์นี้จากบริษัทยูโนแคล (UNOCAL) หรือ Union Oil of California เมื่อปี 2548
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพม่ามาหลายครั้ง ทั้งดานการค้า การลงทุน และการทูต แต่เชฟรอน (ยูโนแคลเก่า) เข้าไปมีกิจการในพม่าก่อนจะที่จะเริ่มมีมาตรการคว่ำบาตรเมื่อปี 2546
ภายใต้กฎหมายพม่านั้น ถ้าหากเชฟรอนขายหุ้นในโครงการยาดานาออกไป ก็จะต้องจ่ายให้กับรัฐบาลทหารถึง 500 ล้านดอลลาร์
รองประธานบริษัท เชฟรอน นายปีเตอร์ โรเบิร์ตสัน (Peter Robertson) ได้ให้การปกป้องการลงทุนในพม่าในการประชุมซักถามของสภาผู้แทนราษฎรในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเชฟรอนได้มีส่วนช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติจากไซโคลนนา ร์กิส
“แผนการของเราคือ จะอยู่ในพม่าต่อไป.. ถ้าหากเราขายผลประโยชน์ไป เราจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ให้แก่พวกเขา (รัฐบาลทหาร)” นายโรเบิร์ตสัน กล่าว
อะไรก็ตามที่ไปจากเชฟรอน จะตกไปเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลพม่า รองประธานเชฟรอนกล่าว
หลังพายุนาร์กิสพัดเข้าถล่มดินแดนปากแม่น้ำอิรวดี เขตย่างกุ้ง ไปจนถุงรัฐมอญ และรัฐกะเหรี่ยงในวันที่ 2-3 ก.ค.ปีนี้ เชฟรอนคอร์ปได้บริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ในนั้นบริจาคผ่านสหพันธ์สภากาชาดสากล จำนวน 1 ล้านดอลลาร์ กับอีก 1 ล้านดอลลาร์ จะจัดสรรให้ 4 องค์กรใหญ่ คือ องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM หน่วยเมอร์ซีคอร์ป (Mercy Corps) หน่วยงานช่วยเหลือเด็ก Pact and Save the Children
“เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้ช่วยเหลืออย่างงเร่งด่วนแก่ เหยื่อไซโคลนร่วมกับองค์กรความช่วยเหลือต่างๆ” นายโรเบิร์ตสัน กล่าวในครั้งนั้น
นายจิม แบล็คเวล (Jim Blackwell) ประธานบริษัทสำรวจ และผลิตในเอเชียแปซิฟิกของเชฟรอน (Chevron Asia Pacific Exploration & Production) กล่าวว่า การบริจาคเงินช่วยเหลือของเชฟรอนคอร์ป เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศพม่า
ปีที่แล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรพม่า และความพยายามที่จะแก้ไขรัฐบัญญัติคว่ำบาตรพม่าได้เริ่มมาตั้งแต่นั้น ด้วยโทษฐานที่ยังคงทำธุรกิจอันเป็นแหล่งสนับสนุนด้านการเงินให้แก่คณะผู้นำ ทหารพม่า
ก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรอีกชุดหนึ่ง เล่นงานบริษัทพม่าในสิงคโปร์หลายแห่ง รวมทั้งบริษัทสายการบินแอร์พุกาม (Air Bagan) ของกลุ่มตู๋ (Htoo Group) ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เป็นแหล่งรายได้ของคณะผู้นำทหารพม่าที่ครองอำนาจมานานเกือบ 50 ปีในขณะนี้
"สัมปทานในแหล่งก๊าซยาดานาของโทเทลและเชฟรอน ทำรายได้ให้รัฐบาลพม่าราว 4.83 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2543-2551" เอิร์ธไรท์สระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสฯ
แมทธิว สมิต ผู้เขียนรายงานฉบับนี้ระบุว่า รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้รวมรายได้มหาศาลดังกล่าวในงบประมาณแผ่นดิน แต่นำเงินเกือบทั้งหมดไปฝากไว้ที่ธนาคาร 2 แห่งของสิงคโปร์ คือ โอซีบีซี และดีบีเอส ทั้งที่ปัจจุบันคนพม่าส่วนใหญ่ยังคงยากจนและได้รับสวัสดิการจากรัฐน้อยที่ สุดในบรรดาชาติเอเชีย
รายงานยังระบุด้วยว่า โทเทลและเชฟรอนพยายามปกปิดกรณีทหารพม่าที่ดูแลท่อก๊าซกระทำการทารุณประชาชน ทั้งการบังคับใช้แรงงานและฆ่าทิ้ง
เอิร์ธไรท์สเรียกร้องประชาคมโลกช่วยเพิ่มแรงกดดันโทเทลและเชฟรอนให้ยุติการกระทำดังกล่าวซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
โทเทลและเชฟรอน เป็นบริษัทพลังงานต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในพม่า การดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัทนี้ไม่ได้ถูกจำกัดโดยมาตรการคว่ำบาตรทาง เศรษฐกิจที่สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศใช้ลงดาบพม่า ทั้งนี้ แม้โทเทลจะถูกรุมวิจารณ์มานานเรื่องการสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่า แต่มาตรการคว่ำบาตรของอียูกลับครอบคลุมเพียงการห้ามค้าอาวุธ ไม้ แร่ โลหะ และอัญมณีกับพม่าเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็แสดงท่าทีปกป้องโทเทลเสมอมา
เช่นเดียวกับสหรัฐที่ยกเลิกแผนคว่ำบาตรที่จะช่วยกดดันให้เชฟรอนต้องถอนตัว จากแหล่งก๊าซยาดานา หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ในพม่าเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้
โทเทลเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการแหล่งก๊าซยาดานา ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันถือหุ้นอยู่ 31.24% ส่วนอีก 28% ถือโดยเชฟรอน ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งนี้ซึ่งคิดเป็น 60% ของก๊าซทั้งหมดในพม่าส่งขายให้กับไทย
อย่างไรก็ดี ล่าสุดทั้งโทเทลและเชฟรอนปฏิเสธที่จะชี้แจงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้.
ที่มา -
สภาสหรัฐฯ หงอไม่ลงดาบภาษี Chevron ในพม่า
ผู้จัดการรายวัน -- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ตกลงถอนมาตรการลงโทษทางภาษีแก่ เชฟรอน คอร์ป (Chevron Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งมีหุ้นในหลุมก๊าซยาดานา (Yadana) ในอ่าวเมาะตะมะ ร่วมกับบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส และไทย ก่อนจะผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรพม่าฉบับใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอังคาร (15 ก.ค.)
ร่างมาตรการแต่เดิมนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องยุติการยกเว้นภาษีผลประกอบการของบริษัทสหรัฐฯ ทุกแห่งที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในพม่า ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในมาตรการใหญ่ที่ใช้คว่ำบาตรรัฐบาลทหารหลังการปราบปราม ประชาชนที่เดินขบวนในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว
การประชุมพิจารณามาตรการในสัปดาห์นี้ ได้มีการประนีประนอมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทำให้มีการยกบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับเชฟรอนออกไป หลังจากบริษัทน้ำมันใหญ่แห่งนี้กล่าวว่า หากเลิกลงทุนในพม่าบริษัทอื่นๆ รวมทั้งจากอินเดีย และจีนก็จะเข้าแทนที่อยู่ดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐสภา
“สิ่งหนึ่งที่ทำกัน ก็คือ ได้ยกข้อความที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีธุรกิจอยู่ในพม่า” เจ้าหน้าที่กล่าวกับเอเอฟพี อธิบายเกี่ยวกับมาตรการแซงชั่นที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับรองอย่างเป็น เอกฉันท์ผ่านออกมาเป็นร่างกฎหมายในวันเดียวกัน
ร่างรัฐบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ “เรียกร้อง” ให้ “นักลงทุน” ในโครงการก๊าซ (ในพม่า) “พิจารณาโดยสมัครใจเลิกการลงทุนในเวลาข้างหน้า” ถ้าหากระบอบปกครองทหารไม่ยอมทำการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศ
เชื่อกันว่า ร่างรัฐบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคว่ำบาตรพม่านี้ จะได้รับการรับรองจากวุฒิสภาอย่างไม่มีปัญหาใดๆ
การพิจารณาคว่ำบาตรบริษัทธุรกิจ และนักลงทุนสหรัฐฯ ในพม่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในร่างรัฐบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับเดิมที่พยายามหาทางหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับที่มีต้นทางจากพม่า ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ถูกส่งผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไทย จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์
ร่างรัฐบัญญัติของสองฝ่ายนี้ได้ผ่านการเจรจาอย่างระมัดระวังกับวุฒิสภา การแก้ไข (เนื้อหา) ทำให้สามารถได้ข้อมติผ่านการรับรองออกมา เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายเฮาเวิร์ด เบอร์มัน (Howard Berman) ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ สภาผู้แทนราษฎร
ก่อนหน้านี้ รัฐสภาแห่งสหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายห้ามการนำเข้าอัญมณีจากพม่า เช่นเดียวกันกับรัฐบาลแคนาดา นายเบอร์มัน กล่าว
ภายใต้แผนดั้งเดิมนั้น “จะไม่มีการยกเว้นภาษี” จากประกอบการในโครงการก๊าซยาดานาให้แก่เชฟรอน และบริษัทนี้ยังอาจจะถูกสั่งห้ามมิให้จ่ายเงินใดๆ แก่รัฐบาลทหาร จากผลประกอบการในโครงการที่ถือหุ้นร่วมกับบริษัท โตตาลออยล์ (หรือโททัลออยล์) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส บริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกีด (มหาชน) จากประเทศไทย และ รัฐวิสาหกิจน้ำมัน และก๊าซพม่าหรือ MOGE (Myanmar Oil & Gas Enterprise)
เชฟรอน เป็นบริษัทจากโลกตะวันตกขนาดใหญ่ที่สุดที่เข้าลงทุนในพม่า โดยถือหุ้นส่วนน้อย 28% ในโครงการดังกล่าว หลังจากเข้าซื้อผลประโยชน์นี้จากบริษัทยูโนแคล (UNOCAL) หรือ Union Oil of California เมื่อปี 2548
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพม่ามาหลายครั้ง ทั้งดานการค้า การลงทุน และการทูต แต่เชฟรอน (ยูโนแคลเก่า) เข้าไปมีกิจการในพม่าก่อนจะที่จะเริ่มมีมาตรการคว่ำบาตรเมื่อปี 2546
ภายใต้กฎหมายพม่านั้น ถ้าหากเชฟรอนขายหุ้นในโครงการยาดานาออกไป ก็จะต้องจ่ายให้กับรัฐบาลทหารถึง 500 ล้านดอลลาร์
รองประธานบริษัท เชฟรอน นายปีเตอร์ โรเบิร์ตสัน (Peter Robertson) ได้ให้การปกป้องการลงทุนในพม่าในการประชุมซักถามของสภาผู้แทนราษฎรในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเชฟรอนได้มีส่วนช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติจากไซโคลนนา ร์กิส
“แผนการของเราคือ จะอยู่ในพม่าต่อไป.. ถ้าหากเราขายผลประโยชน์ไป เราจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ให้แก่พวกเขา (รัฐบาลทหาร)” นายโรเบิร์ตสัน กล่าว
อะไรก็ตามที่ไปจากเชฟรอน จะตกไปเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลพม่า รองประธานเชฟรอนกล่าว
หลังพายุนาร์กิสพัดเข้าถล่มดินแดนปากแม่น้ำอิรวดี เขตย่างกุ้ง ไปจนถุงรัฐมอญ และรัฐกะเหรี่ยงในวันที่ 2-3 ก.ค.ปีนี้ เชฟรอนคอร์ปได้บริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ในนั้นบริจาคผ่านสหพันธ์สภากาชาดสากล จำนวน 1 ล้านดอลลาร์ กับอีก 1 ล้านดอลลาร์ จะจัดสรรให้ 4 องค์กรใหญ่ คือ องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM หน่วยเมอร์ซีคอร์ป (Mercy Corps) หน่วยงานช่วยเหลือเด็ก Pact and Save the Children
“เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้ช่วยเหลืออย่างงเร่งด่วนแก่ เหยื่อไซโคลนร่วมกับองค์กรความช่วยเหลือต่างๆ” นายโรเบิร์ตสัน กล่าวในครั้งนั้น
นายจิม แบล็คเวล (Jim Blackwell) ประธานบริษัทสำรวจ และผลิตในเอเชียแปซิฟิกของเชฟรอน (Chevron Asia Pacific Exploration & Production) กล่าวว่า การบริจาคเงินช่วยเหลือของเชฟรอนคอร์ป เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศพม่า
ปีที่แล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรพม่า และความพยายามที่จะแก้ไขรัฐบัญญัติคว่ำบาตรพม่าได้เริ่มมาตั้งแต่นั้น ด้วยโทษฐานที่ยังคงทำธุรกิจอันเป็นแหล่งสนับสนุนด้านการเงินให้แก่คณะผู้นำ ทหารพม่า
ก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรอีกชุดหนึ่ง เล่นงานบริษัทพม่าในสิงคโปร์หลายแห่ง รวมทั้งบริษัทสายการบินแอร์พุกาม (Air Bagan) ของกลุ่มตู๋ (Htoo Group) ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เป็นแหล่งรายได้ของคณะผู้นำทหารพม่าที่ครองอำนาจมานานเกือบ 50 ปีในขณะนี้
ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากข้าราชการระดับสูง กรมอุทยาทสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากข้าราชการระดับสูง กรมอุทยาทสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
|
ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากสื่อชั่วสายเอ็นจีโอ
การชุมนุมคัดค้านการปรับขึ้นค่าก๊าซเอ็นจีวี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 นำโดยสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั้งรถบรรทุก รถร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) รวมถึงสหกรณ์รถแท็กซี่ ที่นัดชุมนุมใหญ่บนถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ บมจ.ปตท. สำหรับรถบรรทุกและรถบัส ส่วนรถแท็กซี่ รวมตัวกันบริเวณลานพระรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 และล้อมรอบทำเนียบรัฐบาล นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่ปล่อยให้เครือ ปตท. ผูกขาดธุรกิจพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งก๊าซฯ และน้ำมัน ความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด จะหมุนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น ตราบใดที่ ปตท. ได้หลงลืมปรัชญาการก่อเกิดองค์กรพลังงานของชาติแห่งนี้ว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อใคร และมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจแสวงหากำไรสูงสุดด้วยการอาศัยสถานะรัฐวิสาหกิจที่ใช้อำนาจมหาชนของรัฐแสวงหาประโยชน์จากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งผลักดันให้รัฐบาลออกนโยบายและมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อการผูกขาดธุรกิจพลังงานของตนเอง เป็นสำคัญ ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ หากมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จะพบว่า ปตท.ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้รัฐบาลส่งเสริมนโยบายการใช้ก๊าซเอ็นจีวีในภาคขนส่ง โดยอ้างเหตุผลว่า ก๊าซเอ็นจีวี เป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาด เหมาะสำหรับใช้ในภาคขนส่งทั้งรถบรรทุก รถบัส รถแท็กซี่ ส่วนก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการขนส่งอยู่นั้นไม่มีความปลอดภัย เป็นการใช้ก๊าซฯไม่ถูกประเภท และทำให้ก๊าซแอลพีจีขาดแคลน ทั้งที่ความจริงแล้วทั่วโลกต่างใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งกันทั้งนั้น และก๊าซแอลพีจีไม่ได้ขาดแคลนอย่างที่ปตท.กล่าวอ้าง แต่เป็นการสร้างเรื่องกดดันเพื่อให้รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในราคาตลาดโลก หรือไม่เช่นนั้นรัฐก็ต้องชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลวิธีที่ปตท.ทำแล้วได้ผล เพราะจนถึงเวลานี้รัฐบาลยังต้องควักเงินกองทุนน้ำมัน เงินที่เก็บจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันเบนซินมาชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีให้กับปตท.เป็นเงินรวมแล้วหลายหมื่นล้านบาท กรณีการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นวีจีก็เช่นกัน นโยบายนี้ทั้งรัฐบาลและปตท.ต่างร่วมรณรงค์ให้รถขนส่ง แท็กซี่ หันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีจนสำเร็จ กล่าวเฉพาะกรณีแท็กซี่นั้น ปตท.ผลักดันให้รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ออกมาตรการสนับสนุนด้วยการควักเงินกองทุนน้ำมันรวมกับงบอื่นๆ ประมาณ 1,200 ล้านบาท มาสนับสนุนแท็กซี่ที่ติดก๊าซแอลพีจีให้เปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีเพราะราคาก๊าซถูกกว่าและปลอดภัยกว่า โดยตั้งเป้าหมาย 30,000 คัน แต่ทว่ามาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ด้วยการติดตั้งเอ็นจีวีกลับกลายเป็นมาตรการขูดเลือดแทน เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี ตามที่ปตท.เรียกร้องและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เห็นชอบ ให้ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีกิโลกรัมละ 6 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 รวมปรับ 12 ครั้งๆ ละ 0.50 บาท จากราคาปัจจุบัน 8.50 บาทต่อกิโลกกรัม โดยอ้างเหตุผลเดิมๆ คือ ต้นทุนค่าก๊าซและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ปตท.ต้องแบกรับภาระการขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทแล้ว “ต้นทุนเนื้อก๊าซธรรมชาติปตท.ยังไม่รวมค่าขนส่งและบริหารจัดการอยู่ที่เฉลี่ย 9.90-10 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคาก๊าซ NGV ตามกรอบที่รัฐกำหนดคือทยอยขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกก.จนครบ 6 บาทในสิ้นปี 2555เพื่อลดภาระขาดทุนในการนำไปปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น” พีระพงษ์ อัจฉรียชีวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลต่อสื่อ เช่นเดียวกับ เติมชัย บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ระบุว่า ต้นทุนการขายของ ปตท.หน้าปั๊มในขณะนี้ เท่ากับ 15.50 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นการจำหน่ายในอัตรา 8.50 บาท จึงเป็นอัตราที่ขาดทุน และ ปตท.พร้อมให้พิสูจน์ต้นทุนการขนส่งและบริหารจัดการจากสถานีแม่ไปสถานีลูกที่มีต้นทุนประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม การอ้างเหตุผลเพราะขาดทุนทั้งจากค่าเนื้อก๊าซ ค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการของปตท. ถูกโต้แย้งจากฝ่ายสหพันธ์ขนส่งฯ และเครือข่าย ว่าเป็นการขึ้นราคาที่ไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการขนส่งและรถแท็กซี่ และไม่เชื่อว่าต้นทุนค่าขนส่งก๊าซฯ ไม่ได้สูงดังที่ปตท.กล่าวอ้าง ที่สำคัญ คือ ตั้งคำถามจาก รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่ระบุว่า ขณะนี้ราคาก๊าซดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เวลานี้อยู่ที่ 3.37 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก จะเห็นว่า ปตท.ซื้อก๊าซในประเทศถูกกว่าตลาดโลกถึง 40 - 67% การที่ปตท.กล่าวอ้างว่ามีต้นทุนเนื้อก๊าซฯ อยู่ที่ 9.90 - 10 บาทต่อกิโลกกรัม ไม่น่าจะถูกต้อง และปตท.มักอ้างว่าราคาขายไม่อิงตลาดโลกทำให้ขาดทุน แต่ไม่เคยเอ่ยถึงต้นทุนเนื้อก๊าซที่ถูกกว่าตลาดโลกอย่างมากแต่อย่างใด นอกจากนั้น ต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีที่สูงถึง 40% ที่ปตท.กล่าวอ้างยังน่าสงสัย ไม่นับว่า การส่งเสริมให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในรถเล็กนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะรถเล็กจะมีปัญหาในการเติมก๊าซจากปั๊มที่อยู่นอกแนวท่อ ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีควรใช้สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และสร้างปั๊มตามแนวท่อก๊าซเป็นหลักเท่านั้น “ต้นทุนที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นจริง และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะถูกผูกขาดโดยปตท. น่าจะต้องมีการตรวจสอบ” ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว และยังตั้งคำถามต่อว่า ปตท.มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำไมถึงไม่สามารถทำราคาให้เหมาะสมได้ ทั้งที่เรามีต้นทุนเนื้อก๊าซถูกเหมือนผลไม้ในสวนเราเอง แต่ปตท.กลับทำเหมือนขาดทุนตลอดเวลา ควรมีการตรวจสอบว่ามีการผ่องถ่ายกำไรไปยังบริษัทลูกหรือไม่ การบอกว่าขาดทุนเป็นเรื่องเพื่อให้ได้รับเงินชดเชยจากรัฐมากกว่า | ||||||
วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
การติดสินบนซ่อนรูป โดย บรรจง นะแส
การติดสินบนซ่อนรูป โดย บรรจง นะแส 21 พฤศจิกายน 2554 14:25 น
คดีปล้นบ้านนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ได้ผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 ราย พร้อมกับสามารถยึดเงินสดของกลางได้เพิ่มเติมอีก จำนวน 13,701,000 บาท หลังเกิดเหตุตำรวจสามารถยึดเงินสดของกลางคืนมาได้แล้วทั้งหมด 16,523,000 บาท จากข้อมูลที่จำเลยระบุว่าภายในบ้านหลังนี้มีเงินซุกซ่อนอยู่ถึง 165 ล้านบาท สร้างความตระหนกตกใจให้กับผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก และน่าจะเป็นคดีแรกๆ ของเมืองไทยที่ผู้คนรู้สึกสะใจและเห็นด้วยกับการปล้นในครั้งนี้
ในสังคมโลกออนไลน์ชื่นชมในวีรกรรมของผู้ร้ายมากกว่ารู้สึกเห็นใจท่านปลัดฯที่ถูกปล้นและต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก บางคนก็บอกว่านี่คือมหกรรม “โจรปล้นโจร” ทำไมความรู้สึก ความคิดของผู้คนในสังคมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบเดียวที่เป็นความรู้สึกร่วมของสังคมไทยมาตลอดนั่นก็คือ สังคมไทยเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน การทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย....
นี่อาจจะเป็นการโกงกินทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบปกติของการได้มาของเงินจำนวนมาก ที่ไม่สามารถแจงที่มาที่ไปของเงิน ดังนั้นเงินที่ได้มาจากค่าจ่ายใต้โต๊ะ ค่าหัวคิวจากผู้รับเหมา หรือเงินค่าซื้อตำแหน่งหน้าที่จากบรรดาข้าราชการที่ต้องการ การเจริญเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ หรือจากนักธุรกิจที่ต้องการผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับไปให้แก่ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติ ในการรับเหมา จัดซื้อจัดจ้าง การตรวจงานรับมอบงานหรือผู้เซ็นเช็คเบิกงบประมาณ พฤติกรรมดังกล่าวมีตั้งแต่ในระดับกระทรวงทบวงกรม องค์กรปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ระดับใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ลงไปถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเล็กสุดอย่าง อบต.ต่างก็อยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์นี้อย่างเสมอหน้ากัน
ภาพที่สังคมไทยคุ้นชินก็คือการแห่แหนกันของข้าราชการ ไปต้อนรับขับสู้ผู้บังคับบัญชากันเต็มสนามบิน ทิ้งหน้าที่การงานไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าในวงการตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฯลฯ ที่น่าอนาถก็คือลุกลามไปถึงข้าราชการครู ที่ตัวเองมีหน้าที่จะต้องอยู่กับลูกศิษย์ลูกหาในโรงเรียน การจัดเลี้ยงมอบของขวัญรางวัลในโอกาสต่างๆ ของทั้งเหล่าข้าราชการชั้นผู้น้อยและบรรดานักธุรกิจที่ล้วนมีเป้าหมายในผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับแทบทั้งสิ้น
ภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนรับมอบเงินช่วยเหลือจากผู้บริหารบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่างเชฟรอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็พูดได้ว่าเป็นการติดสินบนรูปแบบหนึ่งที่เนียนและซ่อนรูปได้อย่างสวยงาม ที่พูดดังนี้ก็เพราะว่าบริษัทเชฟรอนได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในด้านพลังงานในพื้นที่อาณาจักรของประเทศไทย ที่จะต้องได้รับการเอื้อผลประโยชน์ให้กับทางบริษัท ซึ่งต้องใช้อำนาจรัฐเป็นใบเบิกทางในการอนุมัติในการให้สัมปทาน ภาพที่นายกฯ ยืนฟังนางฮิลลารี คลินตัน รมต.ต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมบริษัทเชฟรอนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สะท้อนให้เห็นว่าแหล่งพลังงานของชาติทั้งก๊าซและน้ำมัน ไม่มีทางที่จะหลุดไปจากเงื้อมมือของทุนต่างชาติมหาอำนาจนี้ไปได้ เพราะขนาดรัฐมนตรีต่างประเทศของเขายังมาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทด้วยตัวเอง
เรามาทำความรู้จักกับเชฟรอนกันอีกครั้งก็ได้ บริษัทเชฟรอนได้ทำการผนวกรวมกิจการกับยูโนแคลไทยแลนด์เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชั้นนำของประเทศไทย ขณะนี้มีแท่นที่ดำเนินการผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 180 แท่นในอ่าวไทย ซึ่งผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 90,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) 46,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 1,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปัจจุบันเชฟรอนมีแปลงสัมปทานครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้นมากกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย นอกจากนี้ เชฟรอนยังถือหุ้นร้อยละ 16 ในแหล่งก๊าซอาทิตย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมนวมินทร์อีกด้วย
“ถึงวันนี้บริษัทนี้ดูดพลังงานของคนไทยไปคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแผ่นดินไทยทั้งบนบกและในทะเลมีมูลค่าถึง 100 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลา 25 ปี เฉลี่ยแล้วคนไทยได้รับผลประโยชน์ปีละ 17,320 ล้านบาท และข้อมูลจากบริษัทเชฟรอนประเทศไทยพบว่า ในปี 2550 บริษัทเชฟรอนถือส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติถึง 66% และ 68% ที่มีการผลิตในประเทศไทย ช่วงระยะเวลา 45 ปีบริษัทจ่ายค่าภาคหลวง 515,235 ล้านบาท
ถ้าคำนวณกลับไปโดยใช้ฐานที่บริษัทต้องจ่ายค่าภาคหลวงร้อยละ 12.6% ของรายได้ จะพบว่าบริษัทนี้มีรายได้ทั้งหมด 1.247 ล้านล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินการประมาณ 3.9 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 77% ของเงินลงทุนทั้งหมด” (ประสาท มีแต้ม ปิโตรธิปไตย) ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซ/น้ำมันอยู่มหาศาล แต่เราต้องซื้อน้ำมันราคาแพง เพราะนักการเมืองเอาแหล่งปิโตรเลียมซึ่งเป็นสมบัติส่วนรวมไปสัมปทานให้กับบริษัทต่างชาติจนหมดสิ้น
การมอบเงินให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยในกรณีอุทกภัยเพียง 30 ล้านบาทของบริษัทเชฟรอน ในทางจิตวิทยาสังคม มองว่าเป็นเงินก้อนโต ที่ควรได้รับการขอบคุณ แต่เมื่อเรามาดูข้อเท็จจริงจากผลกำไรของบริษัทที่ได้ผลประโยชน์ไปจากทรัพยากรของชาติไทยไปถึง 1.247 ล้านล้านบาท เงิน 30 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่สิ่งที่บริษัทเชฟรอนจะได้ไปก็คือการคงไว้ซึ่งสัญญาสัมปทาน ที่ไม่ต้องมีการรื้อฟื้นสัญญาผลตอบแทนที่รัฐไทยควรจะได้รับ ไม่ว่ากรณีภาษีเงินได้หรือค่าภาคหลวงที่คงไว้เพียงร้อยละ 12.6% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาคิดในอัตราก้าวหน้าจากผลของการผลิตกันหมดแล้ว หยั่งงี้ ..จะไม่ให้เรียกว่าการติดสินบนซ่อนรูปแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
ค่าภาคหลวงน้ำมันและก๊าซ ของแคนาดา ของเดิม 35% ปรับใหม่ เหลือ 30 % มากกว่าของไทย ตั้ง 2.4 เท่า ทรัพย์พลังงานบ้านเขา มีค่ามากกว่าทรัพย์พลังงานข องเรา หรืออย่างไร ทำไมเค้าจึงเห็นประโยชน์แก่ ชาติบ้านเมืองมากกว่า ... และทั้งๆที่ บริษัท ปตท.สผ ขุดสูบได้เอง แต่ดันให้สัมปทานต่างชาติรา คาถูก เมื่อไหร่หนอ คนประเทศนี้จะตื่นตัวสนใจผล ประโยชน์ของชาติ บ้าง
จาก CHART ค่าภาคหลวง ที่ของไทย ต่ำกว่า พม่า มาเลย์ เขมร ... มันกำลังบอกอะไร ว่าใครปล้นสูบพลังงานชาติ
ในสังคมโลกออนไลน์ชื่นชมในวีรกรรมของผู้ร้ายมากกว่ารู้สึกเห็นใจท่านปลัดฯที่ถูกปล้นและต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก บางคนก็บอกว่านี่คือมหกรรม “โจรปล้นโจร” ทำไมความรู้สึก ความคิดของผู้คนในสังคมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบเดียวที่เป็นความรู้สึกร่วมของสังคมไทยมาตลอดนั่นก็คือ สังคมไทยเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน การทุจริตคอร์รัปชันที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย....
นี่อาจจะเป็นการโกงกินทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบปกติของการได้มาของเงินจำนวนมาก ที่ไม่สามารถแจงที่มาที่ไปของเงิน ดังนั้นเงินที่ได้มาจากค่าจ่ายใต้โต๊ะ ค่าหัวคิวจากผู้รับเหมา หรือเงินค่าซื้อตำแหน่งหน้าที่จากบรรดาข้าราชการที่ต้องการ การเจริญเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ หรือจากนักธุรกิจที่ต้องการผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับไปให้แก่ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติ ในการรับเหมา จัดซื้อจัดจ้าง การตรวจงานรับมอบงานหรือผู้เซ็นเช็คเบิกงบประมาณ พฤติกรรมดังกล่าวมีตั้งแต่ในระดับกระทรวงทบวงกรม องค์กรปกครองท้องถิ่นตั้งแต่ระดับใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ลงไปถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเล็กสุดอย่าง อบต.ต่างก็อยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์นี้อย่างเสมอหน้ากัน
ภาพที่สังคมไทยคุ้นชินก็คือการแห่แหนกันของข้าราชการ ไปต้อนรับขับสู้ผู้บังคับบัญชากันเต็มสนามบิน ทิ้งหน้าที่การงานไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าในวงการตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฯลฯ ที่น่าอนาถก็คือลุกลามไปถึงข้าราชการครู ที่ตัวเองมีหน้าที่จะต้องอยู่กับลูกศิษย์ลูกหาในโรงเรียน การจัดเลี้ยงมอบของขวัญรางวัลในโอกาสต่างๆ ของทั้งเหล่าข้าราชการชั้นผู้น้อยและบรรดานักธุรกิจที่ล้วนมีเป้าหมายในผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับแทบทั้งสิ้น
ภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนรับมอบเงินช่วยเหลือจากผู้บริหารบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่างเชฟรอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ก็พูดได้ว่าเป็นการติดสินบนรูปแบบหนึ่งที่เนียนและซ่อนรูปได้อย่างสวยงาม ที่พูดดังนี้ก็เพราะว่าบริษัทเชฟรอนได้เข้ามาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในด้านพลังงานในพื้นที่อาณาจักรของประเทศไทย ที่จะต้องได้รับการเอื้อผลประโยชน์ให้กับทางบริษัท ซึ่งต้องใช้อำนาจรัฐเป็นใบเบิกทางในการอนุมัติในการให้สัมปทาน ภาพที่นายกฯ ยืนฟังนางฮิลลารี คลินตัน รมต.ต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมบริษัทเชฟรอนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สะท้อนให้เห็นว่าแหล่งพลังงานของชาติทั้งก๊าซและน้ำมัน ไม่มีทางที่จะหลุดไปจากเงื้อมมือของทุนต่างชาติมหาอำนาจนี้ไปได้ เพราะขนาดรัฐมนตรีต่างประเทศของเขายังมาทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทด้วยตัวเอง
เรามาทำความรู้จักกับเชฟรอนกันอีกครั้งก็ได้ บริษัทเชฟรอนได้ทำการผนวกรวมกิจการกับยูโนแคลไทยแลนด์เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชั้นนำของประเทศไทย ขณะนี้มีแท่นที่ดำเนินการผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 180 แท่นในอ่าวไทย ซึ่งผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 90,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) 46,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 1,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปัจจุบันเชฟรอนมีแปลงสัมปทานครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้นมากกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย นอกจากนี้ เชฟรอนยังถือหุ้นร้อยละ 16 ในแหล่งก๊าซอาทิตย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมนวมินทร์อีกด้วย
“ถึงวันนี้บริษัทนี้ดูดพลังงานของคนไทยไปคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแผ่นดินไทยทั้งบนบกและในทะเลมีมูลค่าถึง 100 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลา 25 ปี เฉลี่ยแล้วคนไทยได้รับผลประโยชน์ปีละ 17,320 ล้านบาท และข้อมูลจากบริษัทเชฟรอนประเทศไทยพบว่า ในปี 2550 บริษัทเชฟรอนถือส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติถึง 66% และ 68% ที่มีการผลิตในประเทศไทย ช่วงระยะเวลา 45 ปีบริษัทจ่ายค่าภาคหลวง 515,235 ล้านบาท
ถ้าคำนวณกลับไปโดยใช้ฐานที่บริษัทต้องจ่ายค่าภาคหลวงร้อยละ 12.6% ของรายได้ จะพบว่าบริษัทนี้มีรายได้ทั้งหมด 1.247 ล้านล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินการประมาณ 3.9 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 77% ของเงินลงทุนทั้งหมด” (ประสาท มีแต้ม ปิโตรธิปไตย) ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซ/น้ำมันอยู่มหาศาล แต่เราต้องซื้อน้ำมันราคาแพง เพราะนักการเมืองเอาแหล่งปิโตรเลียมซึ่งเป็นสมบัติส่วนรวมไปสัมปทานให้กับบริษัทต่างชาติจนหมดสิ้น
การมอบเงินให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยในกรณีอุทกภัยเพียง 30 ล้านบาทของบริษัทเชฟรอน ในทางจิตวิทยาสังคม มองว่าเป็นเงินก้อนโต ที่ควรได้รับการขอบคุณ แต่เมื่อเรามาดูข้อเท็จจริงจากผลกำไรของบริษัทที่ได้ผลประโยชน์ไปจากทรัพยากรของชาติไทยไปถึง 1.247 ล้านล้านบาท เงิน 30 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แต่สิ่งที่บริษัทเชฟรอนจะได้ไปก็คือการคงไว้ซึ่งสัญญาสัมปทาน ที่ไม่ต้องมีการรื้อฟื้นสัญญาผลตอบแทนที่รัฐไทยควรจะได้รับ ไม่ว่ากรณีภาษีเงินได้หรือค่าภาคหลวงที่คงไว้เพียงร้อยละ 12.6% ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาคิดในอัตราก้าวหน้าจากผลของการผลิตกันหมดแล้ว หยั่งงี้ ..จะไม่ให้เรียกว่าการติดสินบนซ่อนรูปแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ประเมินไว้โรงกลั่นไว้โรงละ 1 บาท จะกลายเป็นโรงละ 1.2 แสนบาท
“ปานเทพ” ขอบคุณทุกคนที่ดูเอเอสทีวี ผู้สนับสนุน
และคนที่เคยร่วมกิจกรรมกับพันธมิตรฯ
ชี้ถือว่าได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์มาด้วยกัน
เพราะทีวีช่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงประเทศหลายอย่าง ด้าน “ทนายสุวัตร”
เผยอย่างช้าปีครึ่งตัดสินคดี ปตท. มั่นใจไม่มีทางแพ้
แต่หวั่นศาลให้เป็นโมฆะจริงแต่ไม่ให้เพิกถอนหุ้นเพราะกระทบวงกว้าง
หวังนิติรัฐจะไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์มาตัดสิน พร้อมระบุภายใน พ.ย. ลุยฟ้องอาญา
ธ.ไทยพาณิชย์ และผู้ถือหุ้นที่ผิดหลักเกณฑ์
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “คนเคาะข่าว”
วันที่ 17 ต.ค. เมื่อเวลา 20.30 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมรายการ “คนเคาะข่าว”
โดยนายปานเทพกล่าวว่า นับตั้งแต่ที่ยุติการชุมนุม 158 วัน เราได้ดำเนินการดำรงสถานภาพเป็นเอเอสทีวี ตอนนั้นรู้เลยว่าเอเอสทีวีต้องเผชิญกับอำนาจรัฐฝ่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่มนายทุนก็ไม่มีทางที่จะมาสนับสนุนเอเอสทีวี เนื่องจากหวาดกลัวเรื่องการถูกคุมคามจากอำนาจรัฐ
ช่วงชุมนุม 158 วันก็ต้องยอมรับว่าการที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้คนที่ชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์ถอยออกไปจากการสนุบสนุนเอเอสทีวี ไม่ว่าจะเป็นยอดเอสเอ็มเอสที่ลดลง ไม่ว่าจะยอดผลิตภัณฑ์เอเอสทีวีที่ลดลง ซึ่งเราก็รับสภาพ
จนกระทั่งระหว่างการชุมนุมก็ถูกโจมตีว่าได้รับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณหลายพันล้านบาท ถึงขนาดปล่อยข่าวลือว่าสนับสนุนเอเอสทีวีทำไม รวยแล้ว จนกระทั่งมีคนเชื่อ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเอเอสทีวีอ่อนแอลงมาก
ความจริงเอเอสทีวีอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองมานานแล้ว รอบหลายปีที่ผ่านมา นายสนธิได้ขายทรัพย์สินของตัวเอง ขายรถยนต์ส่วนตัว ที่ดิน หุ้นโรงแรมในต่างประเทศ เพื่อเอาเงินมาทุ่มกับเอเอสทีวี หลายครั้งก็กู้ยืมเงินจากเพื่อน จากนักธุรกิจคนอื่น ไม่มีใครรู้เลยว่าเอเอสทีวีประสบปัญหาอะไร
นายปานเทพกล่าวต่อว่า เราไม่เคยรับเงินจากนายทุนใหญ่ ต่อให้พลิกขั้วเป็นประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยได้รับเงินจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากนายทุน เรากำลังท้าทายสิ่งที่สำคัญมาก คือ เราอยู่ภายใต้ความเชื่อเดิมว่าทุนกับอำนาจรัฐเป็นตัวครอบงำสื่อ สื่อจะดำเนินการธุรกิจได้ต้องเลือกทุนใดทุนหนึ่ง ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถึงจะอยู่ได้ แต่เราก็วิจารณ์ทุกพรรคการเมือง และเราก็เลือกที่จะยอมสูญเสียมวลชนจำนวนหนึ่ง ที่เลือกเชียร์บางพรรคการเมือง เหลืออยู่อย่างเดียวคือประชาชนจะสนุบสนุนมากน้อยแค่ไหน
มีคนถามว่าสื่อทางเลือกอื่นๆ ทำไมอยู่ได้ ตนบอกแบบชัดๆ เลย สื่อทางเลือกเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน ข้างใดข้างหนึ่งทั้งสิ้น
แล้วทำไมเราอยู่ไม่ได้ เอเอสทีวีนอกจากไม่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ อำนาจทุน เรายังต้องดำรงอยู่เป็นสถานีข่าวด้วย เพราะหากตัดบทง่ายๆ แค่เปิดดีวีดีถ่ายทอดเพื่อหาโฆษณา ไม่ต้องมีบุคลากรมากมาย แต่สถานีข่าวต้องมีกล้องในสตูดิโอ กล้องข้างนอกสถานที่ มีรถถ่ายทอดสด มีศูนย์ข่าวต่างจังหวัด
“เอเอสทีวีอาจไม่ร่ำรวยในทางธุรกิจ แต่คิดว่าเราเปลี่ยนประเทศได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเอเอสทีวีเป็นประวัติศาสตร์ ที่ทุกคนภาคภูมิใจได้ ถ้าใครได้ดูอยู่ ถ้าใครสนับสนุน ใครที่เคยเข้าร่วมกิจกรรม เราคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ร่วมสร้างขึ้นด้วยกัน” นายปานเทพกล่าว
นายสุวัตรกล่าวว่า ตนเป็นเพื่อนนายสนธิ รู้นิสัยดีว่าเป็นคนมีหลักการ ค้างค่าเช่าดาวเทียม 12 ล้านบาท ตนก็บอกว่าตอนนี้กองทุนพันธมิตรฯ สู้คดี มีเงินสด 2.5 ล้าน นายสนธิไม่เอา ไม่เคยเอ่ยปากเลย และไม่เคยเอ่ยปากกับนายพิภพที่ดูแลกองทุนช่วยผู้บาดเจ็บ ไม่เคยเอ่ยปากกับ อ.สามารถ ที่ดูแลมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ทุกคนรู้ดีในอดีตที่ผ่านมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย โดย พ.ต.ท.ทักษิณฟ้องต้องการให้ล้มละลาย เป็นหนี้ 200 กว่าล้าน แล้วก็ล้มละลายไป พอ 3 ปีกลับมาโดยอัตโนมัติ หลายคนบอกว่าล้มบนฟูก แต่ตนรู้ดีว่าไม่ได้ล้มบนฟูก เงินที่ทำบริษัท ไทยเดย์ ก็ดึงเงินส่วนของหนังสือพิมพ์ ซึ่งอยู่ได้แล้วมาทำ หลายคนบอกว่าไปรับเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ฟ้อง ปตท.แล้วก็ยังมีข่าวว่ารับมาอีก 3 พันล้าน และแบ่งตนกับ พล.ต.จำลอง ถ้ารับเงินมาจะฟ้องหรือ เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นความจริง
นายสุวัตรกล่าวอีกว่า มีอีกหลายเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผย เป็นความลับของลูกความ แต่ขออนุญาตพูดหน่อย นายสนธิแลกเช็ค 20 ล้านบาท เป็นหนี้ค้ำประกันในกิจการเอเอสทีวีอยู่ ถูกฟ้องที่ศาล ตอนนี้ศาลตัดสินให้แพ้แล้ว อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ก็ไม่มีเงินไปวางศาล เขาบังคับให้เราจ่ายเงินแต่ก็ไม่มีจ่าย ตนรู้สถานะนายสนธิดี
ถ้าไม่มีเอเอสทีวีจะไล่ พ.ต.ท.ทักษิณได้หรือ ไม่มีเอเอสทีวีไล่นายสมัคร นายสมชาย ได้หรือ แล้วใครจะต่อสู้เพื่อปราสาทพระวิหาร
มั่นใจไม่มีทางแพ้คดีปตท.
นายปานเทพกล่าวว่า เป็นเรื่องท้าทายวันที่ ปตท.มาเจรจากับทนายสุวัตร ให้ยุติการฟ้องคดี มาพบนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ให้หยุดฟ้อง ในที่สุดเขาก็มีโฆษณามา หวังว่าเราจะเกรงใจแล้วหยุด แต่เราไม่หยุด ในที่สุดคนก็ลือว่ามีโฆษณาแล้ว แสดงว่ายอมจำนนต่อ ปตท. ในที่สุดเราก็เดินหน้าไปฟ้องให้เห็น และศาลก็ประทับรับฟ้อง เป็นบทพิสูจน์ที่สื่อเล็กๆ ท้าทายทุนที่ใหญ่ที่สุด เราสู้กับทุนมหาศาล เพราะเรามีประชาชน ที่เสียสละมามากแล้ว ทั้งชีวิต ทั้งเงินบริจาค ที่เราทำคือเกียรติภูมิของสื่อ ตนคิดว่าปตท.เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุด ว่าเราทำเพื่ออะไร
นายสุวัตรกล่าวเสริมว่า ปกติเวลาตนไปฟ้องคดีไหน สื่อจะไปทุกสื่อเลย แต่วันที่ไปฟ้อง ปตท. เขาสามารถปิดข่าวฟรีทีวีได้หมดทุกช่อง นักข่าวไปทำข่าวแต่ก็ไม่ได้ลง มีมติชนลงอยู่นิดนึง จนกระทั่งศาลรับฟ้องเมื่อ 7 ต.ค.ก็ยังไม่มีข่าว หมายความว่าเขาสามารถปิดสื่อได้ทุกฉบับจริงๆ เขาแน่มาก
นายสุวัตรกล่าวอีกว่า จากนี้ไปอย่างเร็ว 1 ปี อย่างช้าปีครึ่ง คดี ปตท.จะตัดสิน บอกได้เลยว่าเป็นความภาคภูมิใจของพันธมิตรฯ ทุกคน พวกเราช่วยกันหาข้อมูล และต้องขอขอบคุณพันธมิตรที่จองหุ้น ปตท.แล้วไม่ได้ก็มาร่วมฟ้องกับเรา หากศาลตัดสินให้ชนะคดี เรียกว่าประเทศไทยท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพเลย
เพราะปตท.หากินกับน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยส่งออกน้ำมันเป็นอันดับหนึ่ง สูงกว่าข้าวสารและยางพารา มีน้ำมันอันดับ 35 ของโลก มีแก๊สธรรมชาติที่ผลิตได้อยู่ในอันดับ 23 ของโลก แต่เก็บค่าภาคหลวงบวกภาษีบวกค่าจิปาถะได้แค่ 28.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไนจีเรียเก็บ 70 เปอร์เซ็นต์ กัมพูชา 60 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 90 เปอร์เซ็นต์
เมื่อผลพิพากษาออกมาผู้ฟ้องทุกคน ไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว แต่ผลประโยชน์ตกที่ประชาชนทั้งประเทศ เพราะคำขอท้ายฟ้อง ระบุว่า
1.ขอให้ศาลได้โปรดมีคำพิพากษาว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 750 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิม 50 ล้านหุ้น ตกเป็นโมฆะ ให้ขายใหม่ และให้เพิกถอนบัญชีผู้ถือหุ้นที่ได้ซื้อหุ้นไปก่อนเวลา 09. 30 น. จำนวน 863 ราย ซึ่งพวกนี้ต้องถูกฟ้องคดีอาญาด้วย และที่ได้หุ้นไปมากกว่า 1 ใบจอง 428 ราย และให้เพิกถอนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นผู้อุปการะคุณ 25 ล้านหุ้น ที่ได้ไปหุ้นละ 10 บาท และให้หุ้นตกเป็นของแผ่นดินหรือผู้ถือหุ้นเดิมก็คือกระทรวงการคลัง และให้เพิกถอนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประทศ 320 ล้านหุ้น พวกนี้ก็คือฝรั่งหัวดำ นอมินีทั้งหลาย เชื่อว่าเป็นนักการเมืองทั้งนั้น ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็คือปตท.ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
นายสุวัตรกล่าวต่อว่า เตรียมฟ้องภายใน พ.ย. บอกก่อนเลยธนาคารไทยพาณิชย์ที่รับจองหุ้นก่อน 09.30 น. และรับมากกว่า 1 ใบจอง โดนก่อน ถือว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เพราะตามทีโออาร์แล้วซื้อผิดจากที่กำหนดมันต้องเด้งออก แต่นี่คนนึงได้ 10-11 ใบจอง
2.ขอศาลได้โปรดมีคำพิพากษาให้หุ้นในโรงกลั่นน้ำมันจำนวน 4 โรง ที่แปรรูปไปโรงละ 1 บาท ทั้งหมดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถือ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเป็นทรัพย์ของรัฐและประชาชนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ฉ้อฉล เบียดบัง ตีราคาตามสมุดบัญชีนำไปเป็นของตน แต่หากศาลจะเห็นว่าหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวจำนวน 4 โรง ยังคงเป็นของปตท.ก็ขอให้ศาลได้โปรดระงับการผูกขาด โดยโปรดระงับการมีอำนาจเหนือตลาดและครอบงำตลาด โดยสั่งให้ปตท.ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 25 เปอร์เซ็นต์ ในโรงกลั่นใดโรงกลั่นหนึ่ง และขายหรือกระจายหุ้นในโรงกลั่นอีก 3 โรง เพราะถ้าคุม 4 โรง ราคาน้ำมันไม่มีการแข่งขัน นอกจากนั้นอีก 3 โรง ให้กระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่กิจการของเครือปตท. โดยให้ปตท.ถือหุ้นในโรงกลั่นที่เหลืออีก 3 โรง ได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นตั้ง CEO ไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมสำหร้บผู้บริโภค
3.ขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งหรือพิพากษาบังคับให้กระทรวงการคลังดำเนิน การทวงคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันได้มาจากอำนาจตามกฎหมายมหาชน คือ โรงกลั่น ท่อส่งก๊าซ รวมอุปกรณ์ส่วนที่ยังไม่ได้คืน ทั้งบนบก ในทะเล รวมทั้งให้ใช้ค่าท่อส่งก๊าซ และดอกผลของค่าใช้บริการในการส่งก๊าซทั้งหมด และทรัพย์สินตามฟ้อง ข้อ 3.1-3.5 คือ ให้ไปตามเอาทรัพย์สินของบริษัทลูกทั้งในและต่างประเทศ กลับมาด้วย
และให้กระทรวงการคลังดำเนินการทวงคืนโรงแยกก๊าซ 4 โรง เนื่องจากเป็นทรัพย์ของรัฐ และประชาชน ที่ถูก ปตท.ฉ้อโกง เบียดบังนำไปเป็นของตน แต่หากศาลเห็นว่าท่อก๊าซ โรงงานแยกก๊าซธรรมชาติ และอุปกรณ์ ยังเป็นของปตท. ขอศาลได้โปรดระงับการผูกขาดทางการค้า และโปรดระงับการมีอำนาจเหนือตลาด และการครอบงำตลาด โดยสั่งให้ปตท.เป็นเจ้าของโรงแยกก๊าซโรงใดโรงหนึ่ง และขายโรงแยกก๊าซอีก 3 โรงให้ประชาชน ทั้งนี้เพื่อสร้างการแข่งขัน และการค้าที่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค
“คำฟ้องนี้ศาลตรวจดูแล้ว ปตท.วิ่งตีนขวิดเพื่อไม่ให้รับฟ้อง แต่เป็นคำฟ้องที่มีเหตุผล เขียนมาจากข้อเท็จจริง และกลั่นจากมันสมองทุกหยด ศาลจึงรับฟ้อง และโดยรูปคดีไม่มีทางแพ้ แต่ที่กริ่งเกรง กลัวว่าศาลตัดสินให้การขายหุ้นเพิ่มทุนเป็นโมฆะจริง แต่ศาลจะระบุว่าการเพิกถอนหุ้นจะกระทบเป็นวงกว้าง กลัวศาลเขียนแบบนี้ อันนั้นจะเป็นการใช้หลักรัฐศาสตร์ แม้มันกระทบวงเท่าไหร่เมื่อเป็นนิติรัฐต้องตัดสินตามกฎหมาย ถ้าตัดสินตามหลักรัฐศาสตร์ จะไม่เห็นด้วย”
นายสุวัตรกล่าวว่า มั่นใจว่าหากชนะคดี ประชาชนจะใช้น้ำมันราคาถูกลงถึงครึ่งหนึ่ง แก๊ซ แอลพีจี เอ็นจีวี ถูกลงและไม่ขาดแคลน ถ้าไม่มีการครอบงำตลาด ประเทศเราไม่มีอะไรขาด ประเทศจะโชติช่วงชัชวาล
นายปานเทพกล่าวเสริมว่า เนื้อหาที่เราเตรียมไม่แพ้หรอก ต่อให้ผู้พิพากษาไม่เข้าใจเรื่องนี้มาก่อน เมื่อเห็นหลักฐาน เห็นข้อเท็จจริง ศาลจะต้องให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนในท้ายที่สุด แล้วมันจะมีหลายอย่างกลับคืนสู่ประเทศ ค่าภาคหลวงที่ต่ำที่สุด จากเดิมที่เราได้ 4 หมื่นล้าน จะกลายเป็น 4 แสนล้านบาทต่อปี หรือแม้กระทั่งปตท.ที่มีสินทรัพย์ราคาถูก ที่ประเมินไว้โรงกลั่นไว้โรงละ 1 บาท จะกลายเป็นโรงละ 1.2 แสนบาท ท่อก๊าซอีกต่างหาก มันจะเป็นสินทรัพย์มโหฬารกลับมาสู่ประชาชน
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ “คนเคาะข่าว”
วันที่ 17 ต.ค. เมื่อเวลา 20.30 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมรายการ “คนเคาะข่าว”
โดยนายปานเทพกล่าวว่า นับตั้งแต่ที่ยุติการชุมนุม 158 วัน เราได้ดำเนินการดำรงสถานภาพเป็นเอเอสทีวี ตอนนั้นรู้เลยว่าเอเอสทีวีต้องเผชิญกับอำนาจรัฐฝ่ายพรรคเพื่อไทย กลุ่มนายทุนก็ไม่มีทางที่จะมาสนับสนุนเอเอสทีวี เนื่องจากหวาดกลัวเรื่องการถูกคุมคามจากอำนาจรัฐ
ช่วงชุมนุม 158 วันก็ต้องยอมรับว่าการที่วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้คนที่ชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์ถอยออกไปจากการสนุบสนุนเอเอสทีวี ไม่ว่าจะเป็นยอดเอสเอ็มเอสที่ลดลง ไม่ว่าจะยอดผลิตภัณฑ์เอเอสทีวีที่ลดลง ซึ่งเราก็รับสภาพ
จนกระทั่งระหว่างการชุมนุมก็ถูกโจมตีว่าได้รับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณหลายพันล้านบาท ถึงขนาดปล่อยข่าวลือว่าสนับสนุนเอเอสทีวีทำไม รวยแล้ว จนกระทั่งมีคนเชื่อ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเอเอสทีวีอ่อนแอลงมาก
ความจริงเอเอสทีวีอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองมานานแล้ว รอบหลายปีที่ผ่านมา นายสนธิได้ขายทรัพย์สินของตัวเอง ขายรถยนต์ส่วนตัว ที่ดิน หุ้นโรงแรมในต่างประเทศ เพื่อเอาเงินมาทุ่มกับเอเอสทีวี หลายครั้งก็กู้ยืมเงินจากเพื่อน จากนักธุรกิจคนอื่น ไม่มีใครรู้เลยว่าเอเอสทีวีประสบปัญหาอะไร
นายปานเทพกล่าวต่อว่า เราไม่เคยรับเงินจากนายทุนใหญ่ ต่อให้พลิกขั้วเป็นประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยได้รับเงินจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากนายทุน เรากำลังท้าทายสิ่งที่สำคัญมาก คือ เราอยู่ภายใต้ความเชื่อเดิมว่าทุนกับอำนาจรัฐเป็นตัวครอบงำสื่อ สื่อจะดำเนินการธุรกิจได้ต้องเลือกทุนใดทุนหนึ่ง ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถึงจะอยู่ได้ แต่เราก็วิจารณ์ทุกพรรคการเมือง และเราก็เลือกที่จะยอมสูญเสียมวลชนจำนวนหนึ่ง ที่เลือกเชียร์บางพรรคการเมือง เหลืออยู่อย่างเดียวคือประชาชนจะสนุบสนุนมากน้อยแค่ไหน
มีคนถามว่าสื่อทางเลือกอื่นๆ ทำไมอยู่ได้ ตนบอกแบบชัดๆ เลย สื่อทางเลือกเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ หรืออำนาจทุน ข้างใดข้างหนึ่งทั้งสิ้น
แล้วทำไมเราอยู่ไม่ได้ เอเอสทีวีนอกจากไม่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ อำนาจทุน เรายังต้องดำรงอยู่เป็นสถานีข่าวด้วย เพราะหากตัดบทง่ายๆ แค่เปิดดีวีดีถ่ายทอดเพื่อหาโฆษณา ไม่ต้องมีบุคลากรมากมาย แต่สถานีข่าวต้องมีกล้องในสตูดิโอ กล้องข้างนอกสถานที่ มีรถถ่ายทอดสด มีศูนย์ข่าวต่างจังหวัด
“เอเอสทีวีอาจไม่ร่ำรวยในทางธุรกิจ แต่คิดว่าเราเปลี่ยนประเทศได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเอเอสทีวีเป็นประวัติศาสตร์ ที่ทุกคนภาคภูมิใจได้ ถ้าใครได้ดูอยู่ ถ้าใครสนับสนุน ใครที่เคยเข้าร่วมกิจกรรม เราคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ร่วมสร้างขึ้นด้วยกัน” นายปานเทพกล่าว
นายสุวัตรกล่าวว่า ตนเป็นเพื่อนนายสนธิ รู้นิสัยดีว่าเป็นคนมีหลักการ ค้างค่าเช่าดาวเทียม 12 ล้านบาท ตนก็บอกว่าตอนนี้กองทุนพันธมิตรฯ สู้คดี มีเงินสด 2.5 ล้าน นายสนธิไม่เอา ไม่เคยเอ่ยปากเลย และไม่เคยเอ่ยปากกับนายพิภพที่ดูแลกองทุนช่วยผู้บาดเจ็บ ไม่เคยเอ่ยปากกับ อ.สามารถ ที่ดูแลมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ทุกคนรู้ดีในอดีตที่ผ่านมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย โดย พ.ต.ท.ทักษิณฟ้องต้องการให้ล้มละลาย เป็นหนี้ 200 กว่าล้าน แล้วก็ล้มละลายไป พอ 3 ปีกลับมาโดยอัตโนมัติ หลายคนบอกว่าล้มบนฟูก แต่ตนรู้ดีว่าไม่ได้ล้มบนฟูก เงินที่ทำบริษัท ไทยเดย์ ก็ดึงเงินส่วนของหนังสือพิมพ์ ซึ่งอยู่ได้แล้วมาทำ หลายคนบอกว่าไปรับเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ฟ้อง ปตท.แล้วก็ยังมีข่าวว่ารับมาอีก 3 พันล้าน และแบ่งตนกับ พล.ต.จำลอง ถ้ารับเงินมาจะฟ้องหรือ เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นความจริง
นายสุวัตรกล่าวอีกว่า มีอีกหลายเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผย เป็นความลับของลูกความ แต่ขออนุญาตพูดหน่อย นายสนธิแลกเช็ค 20 ล้านบาท เป็นหนี้ค้ำประกันในกิจการเอเอสทีวีอยู่ ถูกฟ้องที่ศาล ตอนนี้ศาลตัดสินให้แพ้แล้ว อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ก็ไม่มีเงินไปวางศาล เขาบังคับให้เราจ่ายเงินแต่ก็ไม่มีจ่าย ตนรู้สถานะนายสนธิดี
ถ้าไม่มีเอเอสทีวีจะไล่ พ.ต.ท.ทักษิณได้หรือ ไม่มีเอเอสทีวีไล่นายสมัคร นายสมชาย ได้หรือ แล้วใครจะต่อสู้เพื่อปราสาทพระวิหาร
มั่นใจไม่มีทางแพ้คดีปตท.
นายปานเทพกล่าวว่า เป็นเรื่องท้าทายวันที่ ปตท.มาเจรจากับทนายสุวัตร ให้ยุติการฟ้องคดี มาพบนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ให้หยุดฟ้อง ในที่สุดเขาก็มีโฆษณามา หวังว่าเราจะเกรงใจแล้วหยุด แต่เราไม่หยุด ในที่สุดคนก็ลือว่ามีโฆษณาแล้ว แสดงว่ายอมจำนนต่อ ปตท. ในที่สุดเราก็เดินหน้าไปฟ้องให้เห็น และศาลก็ประทับรับฟ้อง เป็นบทพิสูจน์ที่สื่อเล็กๆ ท้าทายทุนที่ใหญ่ที่สุด เราสู้กับทุนมหาศาล เพราะเรามีประชาชน ที่เสียสละมามากแล้ว ทั้งชีวิต ทั้งเงินบริจาค ที่เราทำคือเกียรติภูมิของสื่อ ตนคิดว่าปตท.เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุด ว่าเราทำเพื่ออะไร
นายสุวัตรกล่าวเสริมว่า ปกติเวลาตนไปฟ้องคดีไหน สื่อจะไปทุกสื่อเลย แต่วันที่ไปฟ้อง ปตท. เขาสามารถปิดข่าวฟรีทีวีได้หมดทุกช่อง นักข่าวไปทำข่าวแต่ก็ไม่ได้ลง มีมติชนลงอยู่นิดนึง จนกระทั่งศาลรับฟ้องเมื่อ 7 ต.ค.ก็ยังไม่มีข่าว หมายความว่าเขาสามารถปิดสื่อได้ทุกฉบับจริงๆ เขาแน่มาก
นายสุวัตรกล่าวอีกว่า จากนี้ไปอย่างเร็ว 1 ปี อย่างช้าปีครึ่ง คดี ปตท.จะตัดสิน บอกได้เลยว่าเป็นความภาคภูมิใจของพันธมิตรฯ ทุกคน พวกเราช่วยกันหาข้อมูล และต้องขอขอบคุณพันธมิตรที่จองหุ้น ปตท.แล้วไม่ได้ก็มาร่วมฟ้องกับเรา หากศาลตัดสินให้ชนะคดี เรียกว่าประเทศไทยท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพเลย
เพราะปตท.หากินกับน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยส่งออกน้ำมันเป็นอันดับหนึ่ง สูงกว่าข้าวสารและยางพารา มีน้ำมันอันดับ 35 ของโลก มีแก๊สธรรมชาติที่ผลิตได้อยู่ในอันดับ 23 ของโลก แต่เก็บค่าภาคหลวงบวกภาษีบวกค่าจิปาถะได้แค่ 28.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไนจีเรียเก็บ 70 เปอร์เซ็นต์ กัมพูชา 60 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 90 เปอร์เซ็นต์
เมื่อผลพิพากษาออกมาผู้ฟ้องทุกคน ไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว แต่ผลประโยชน์ตกที่ประชาชนทั้งประเทศ เพราะคำขอท้ายฟ้อง ระบุว่า
1.ขอให้ศาลได้โปรดมีคำพิพากษาว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 750 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิม 50 ล้านหุ้น ตกเป็นโมฆะ ให้ขายใหม่ และให้เพิกถอนบัญชีผู้ถือหุ้นที่ได้ซื้อหุ้นไปก่อนเวลา 09. 30 น. จำนวน 863 ราย ซึ่งพวกนี้ต้องถูกฟ้องคดีอาญาด้วย และที่ได้หุ้นไปมากกว่า 1 ใบจอง 428 ราย และให้เพิกถอนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นผู้อุปการะคุณ 25 ล้านหุ้น ที่ได้ไปหุ้นละ 10 บาท และให้หุ้นตกเป็นของแผ่นดินหรือผู้ถือหุ้นเดิมก็คือกระทรวงการคลัง และให้เพิกถอนบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประทศ 320 ล้านหุ้น พวกนี้ก็คือฝรั่งหัวดำ นอมินีทั้งหลาย เชื่อว่าเป็นนักการเมืองทั้งนั้น ถ้าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็คือปตท.ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
นายสุวัตรกล่าวต่อว่า เตรียมฟ้องภายใน พ.ย. บอกก่อนเลยธนาคารไทยพาณิชย์ที่รับจองหุ้นก่อน 09.30 น. และรับมากกว่า 1 ใบจอง โดนก่อน ถือว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เพราะตามทีโออาร์แล้วซื้อผิดจากที่กำหนดมันต้องเด้งออก แต่นี่คนนึงได้ 10-11 ใบจอง
2.ขอศาลได้โปรดมีคำพิพากษาให้หุ้นในโรงกลั่นน้ำมันจำนวน 4 โรง ที่แปรรูปไปโรงละ 1 บาท ทั้งหมดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถือ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเป็นทรัพย์ของรัฐและประชาชนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ฉ้อฉล เบียดบัง ตีราคาตามสมุดบัญชีนำไปเป็นของตน แต่หากศาลจะเห็นว่าหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวจำนวน 4 โรง ยังคงเป็นของปตท.ก็ขอให้ศาลได้โปรดระงับการผูกขาด โดยโปรดระงับการมีอำนาจเหนือตลาดและครอบงำตลาด โดยสั่งให้ปตท.ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 25 เปอร์เซ็นต์ ในโรงกลั่นใดโรงกลั่นหนึ่ง และขายหรือกระจายหุ้นในโรงกลั่นอีก 3 โรง เพราะถ้าคุม 4 โรง ราคาน้ำมันไม่มีการแข่งขัน นอกจากนั้นอีก 3 โรง ให้กระจายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่กิจการของเครือปตท. โดยให้ปตท.ถือหุ้นในโรงกลั่นที่เหลืออีก 3 โรง ได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นตั้ง CEO ไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมสำหร้บผู้บริโภค
3.ขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งหรือพิพากษาบังคับให้กระทรวงการคลังดำเนิน การทวงคืนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันได้มาจากอำนาจตามกฎหมายมหาชน คือ โรงกลั่น ท่อส่งก๊าซ รวมอุปกรณ์ส่วนที่ยังไม่ได้คืน ทั้งบนบก ในทะเล รวมทั้งให้ใช้ค่าท่อส่งก๊าซ และดอกผลของค่าใช้บริการในการส่งก๊าซทั้งหมด และทรัพย์สินตามฟ้อง ข้อ 3.1-3.5 คือ ให้ไปตามเอาทรัพย์สินของบริษัทลูกทั้งในและต่างประเทศ กลับมาด้วย
และให้กระทรวงการคลังดำเนินการทวงคืนโรงแยกก๊าซ 4 โรง เนื่องจากเป็นทรัพย์ของรัฐ และประชาชน ที่ถูก ปตท.ฉ้อโกง เบียดบังนำไปเป็นของตน แต่หากศาลเห็นว่าท่อก๊าซ โรงงานแยกก๊าซธรรมชาติ และอุปกรณ์ ยังเป็นของปตท. ขอศาลได้โปรดระงับการผูกขาดทางการค้า และโปรดระงับการมีอำนาจเหนือตลาด และการครอบงำตลาด โดยสั่งให้ปตท.เป็นเจ้าของโรงแยกก๊าซโรงใดโรงหนึ่ง และขายโรงแยกก๊าซอีก 3 โรงให้ประชาชน ทั้งนี้เพื่อสร้างการแข่งขัน และการค้าที่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค
“คำฟ้องนี้ศาลตรวจดูแล้ว ปตท.วิ่งตีนขวิดเพื่อไม่ให้รับฟ้อง แต่เป็นคำฟ้องที่มีเหตุผล เขียนมาจากข้อเท็จจริง และกลั่นจากมันสมองทุกหยด ศาลจึงรับฟ้อง และโดยรูปคดีไม่มีทางแพ้ แต่ที่กริ่งเกรง กลัวว่าศาลตัดสินให้การขายหุ้นเพิ่มทุนเป็นโมฆะจริง แต่ศาลจะระบุว่าการเพิกถอนหุ้นจะกระทบเป็นวงกว้าง กลัวศาลเขียนแบบนี้ อันนั้นจะเป็นการใช้หลักรัฐศาสตร์ แม้มันกระทบวงเท่าไหร่เมื่อเป็นนิติรัฐต้องตัดสินตามกฎหมาย ถ้าตัดสินตามหลักรัฐศาสตร์ จะไม่เห็นด้วย”
นายสุวัตรกล่าวว่า มั่นใจว่าหากชนะคดี ประชาชนจะใช้น้ำมันราคาถูกลงถึงครึ่งหนึ่ง แก๊ซ แอลพีจี เอ็นจีวี ถูกลงและไม่ขาดแคลน ถ้าไม่มีการครอบงำตลาด ประเทศเราไม่มีอะไรขาด ประเทศจะโชติช่วงชัชวาล
นายปานเทพกล่าวเสริมว่า เนื้อหาที่เราเตรียมไม่แพ้หรอก ต่อให้ผู้พิพากษาไม่เข้าใจเรื่องนี้มาก่อน เมื่อเห็นหลักฐาน เห็นข้อเท็จจริง ศาลจะต้องให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนในท้ายที่สุด แล้วมันจะมีหลายอย่างกลับคืนสู่ประเทศ ค่าภาคหลวงที่ต่ำที่สุด จากเดิมที่เราได้ 4 หมื่นล้าน จะกลายเป็น 4 แสนล้านบาทต่อปี หรือแม้กระทั่งปตท.ที่มีสินทรัพย์ราคาถูก ที่ประเมินไว้โรงกลั่นไว้โรงละ 1 บาท จะกลายเป็นโรงละ 1.2 แสนบาท ท่อก๊าซอีกต่างหาก มันจะเป็นสินทรัพย์มโหฬารกลับมาสู่ประชาชน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

