ทวงคืน ปตท.

ทรัพย์สินของแผ่นดิน พลังงานของชาติ ...จะปล่อยให้คนไม่กี่ตระกูล ครอบครองและกอบโกยผลประโยขน์ - ทวงคืน ปตท.. เพื่อให้เป็นสมบัติของลูกหลานคนไทยทุกคน...◕‿◕..

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”


โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”

แฉโมเดลวิบัติ เขาพระวิหารแลกแหล่งน้ำมันในเขมร

“เขาพระวิหาร” “แหล่งพลังงาน” “ปตท.” และกลุ่มทุนอดีตนายกฯ “ทักษิณ” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะ “พลังงาน” เป็นสิ่งมีค่า เป็น “ขุมทอง” ที่ทักษิณยอมแลกได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับเขมร และอาจต้องสูญเสียดินแดนและอธิปไตย ก็เพื่อแลกกับแหล่งพลังงาน ในอ่าวเขมร แหล่งพลังงานที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลก ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาว่า ทำไม ทักษิณ ถึงต้องมีเอี่ยวในปตท. !

ว่าด้วยเรื่องเขาพระวิหารแล้ว “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ไปลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เพื่อยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จนอาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน กลายเป็นข้อสงสัยว่าทำเพื่ออะไร

เพราะก่อนลงนามเพียง 1 เดือน พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

“พลเอกเตีย บัน” ยังบอกด้วยว่า เรื่องธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งชาวกัมพูชา ยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคาที่แพง และทำให้ค่าครองชีพสูง แต่ทุกคนก็ต้องเผชิญปัญหานี้ต่อไป ตราบใดที่กัมพูชายังไม่สามารถขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้ได้ในระยะอันใกล้

การเชื่อมโยงโดยข้อสังเกตจาก “อลงกรณ์ พลบุตร” ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุถึงเหตุผลความเหมาะสม เมื่อครั้งที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี น้องเขย “ทักษิณ” ไปร่วมเป็นประธานเปิดถนนสาย 48 ไทย-กัมพูชา ระยะทาง 149 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ ครม.นายกฯ ทักษิณผ่อนปรนปล่อยกู้ให้กัมพูชาเป็นพิเศษ

แม้ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานจับได้ว่า มรดกโลก “เขาพระวิหาร” เป็นการเซ็นเพื่อ “ทักษิณ” หรือไม่ก็ตาม แต่ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะ“กัมพูชา” เป็นแหล่งพลังงานที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ และพร้อมให้กลุ่มทุนเข้าไปดำเนินงาน ในพื้นที่แถบชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ซึ่งจากการบรรยายของ TE DUONG TARA ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 18 มกราคม 2006 ระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียม ของอาเซียนครั้งที่ 4 ระบุว่า กัมพูชามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และมีการผลิตจำนวนมากนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันมีเชฟรอน ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ และยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd. และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.

ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวไทย แต่ยังมีพื้นที่แหล่งนี้ที่กัมพูชาเรียกว่า “บล็อก B” และ ปตท.สผ. ตั้งรหัสว่าโครงการจี 9/43 มีการพบเบื้องต้นว่ามีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก แต่ในหนังสือรายงานประจำปี 2550 ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา และกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเล หรือเป็นหนึ่งในพื้นทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอีกพื้นที่หนึ่ง

นี่คือพื้นที่ทับซ้อนที่ยังต้องรอบทสรุป

ที่สำคัญกว่านั้น ทางการกัมพูชายังมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจและวิจัยแหล่งพลังงานทั้งทางใต้ดิน และดาวเทียม บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และเบื้องต้นว่า บริเวณทะเลสาบ หรือ“โตนเลสาบ” ใจกลางประเทศ ยังมีแนวโน้มของแหล่งน้ำมันดิบ ที่เรียกว่า Permian Carbonates ซึ่งพบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากแถบชายฝั่งที่มีแหล่งก๊าซอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะแถบ “จังหวัดเกาะกง” ของกัมพูชา จังหวัดทะเลชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งพบแหล่งน้ำมัน

นั่นหมายความว่า เกาะกง กัมพูชา เป็นแหล่งน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ และยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ ย่อมเป็นที่หมายปองของนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งทักษิณและเครือข่าย

“พลเอกเตีย บัน” บิ๊กของกัมพูชา เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า หนึ่งในนายทุนที่ต้องการเข้าไปลงทุนขุดเจาะน้ำมันในกัมพูชา คือ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

ความหอมหวนของแหล่งพลังงานในกัมพูชาจึงเป็น “ขุมทอง” ขนาดใหญ่ที่ “ทักษิณ” ยอมเดิมพันได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น “เขาพระวิหาร” มรดกโลกอันมีค่า ทั้งๆ ที่ทักษิณเองก็รู้ดีว่าจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ

ผลจากการกระทำของนพดล รัฐมนตรีในสังกัด ก็ได้ถูกชี้ชัดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 เพราะเป็นการลงนามโดยผู้มีอำนาจของ 2 ประเทศ มีพันธสัญญาร่วมกัน โดยต้องผ่านสภาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจเกิดความแตกแยกระหว่างประเทศ และสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย

รศ.ศรีศักร์ วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย ตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เป็นการตัดสินที่ขัดต่อ 3 องค์กรประกอบอุดมคติของมรดกโลก เป็นการตัดสินที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง แต่กลับทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ซ่อนเร้นให้กลุ่มข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์


ผลเสียที่ตามมาก็คือ หลังจากขึ้นทะเบียนตัวประสาทเขาวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ถัดจากนั้น จะให้ประเทศต่างๆ มาบริหารจัดการร่วมกัน หากไทยยอมเข้าร่วม เท่ากับว่าเป็นการยกดินแดนไทย และดินแดนทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้คณะกรรมการมรดกโลกบริหารจัดการ โดยขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการมรดกโลกก็ยกพื้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา

ได้มีการตั้งข้อสังเกต การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ถึงข้อเสนอของกัมพูชานั้น ผ่านหลักเกณฑ์แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น คือ สถาปัตยกรรมที่มาจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่หลักเกณฑ์ทางด้านภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมไม่ผ่าน เพราะขาดความสมบูรณ์ เพราะโบราณสถานที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้นำมารวม การตัดสินครั้งนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือ

ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่คณะกรรมการโลกได้ สนับสนุนกัมพูชาของเหล่าคณะกรรมการโลกครั้งนี้ เป็นเพราะ ทุกประเทศที่อยู่ร่วมในคณะกรรมการมรดกโลก เล็งเห็นขุมทรัพย์บ่อน้ำมันของเขมร ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ที่มีกลุ่มโททิ่ลออยล์ (TOTAL Oil) และจีน ที่มีบริษัท CNOOC บริษัทน้ำมันเข้าไปสำรวจหาก๊าซและน้ำมันดิบในกัมพูชา

การยอมรับเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ยังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน และอธิปไตย เป็น“โดมิโน” ที่ส่งผลกระทบถึง ปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชา ในหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด เนื่องจากไทยและกัมพูชาใช้แผนที่คนละใบ ไทยนั้นยึด “สันปันน้ำ” ในการวัด โดยใช้มาตราส่วน 1:50,000 ในขณะที่กัมพูชา ใช้มาตราส่วน 1:200,000

หากมีการนำ มาตราวัดของกัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้มากมาจัดการกับ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เหล่านี้ย่อมทำให้ไทยต้องเสียเขตแดน เช่น พื้นที่เกาะกูด จังหวัดตราด ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน หากถ้าใช้มาตราวัดของกัมพูชา เกาะกูดจะกลายเป็นของกัมพูชาไปโดยปริยาย

ต่อให้คนไทยคนไหนที่กินดีหมี สวมหัวใจสิงห์ ก็ยังไม่กล้าถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ เพื่อต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจพลังงาน ทักษิณจึงยอมได้ทุกอย่าง

นักธุรกิจระดับชาติอย่างทักษิณ ย่อมรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่ทำรายได้ให้มหาศาล หาใช่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต หรือแม้แต่การซื้อธุรกิจสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ดูดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้งดงามเหมือนกับธุรกิจพลังงาน

ทักษิณได้เตรียมการในเรื่องนี้มานานแล้ว ด้วยการร่วมมือกับ “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างแฮร์รอดส์อันโด่งดังในอังกฤษ อัล ฟาเยด ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของห้างหรู แต่ยังมีธุรกิจพลังงาน ที่เข้ามาทำร่วมกับ ปตท.สผ. (อ่านล้อมกรอบ)

และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมทักษิณจึงต้องพา “อัล ฟาเยด” เดินทางไปดูงานถึงเขมร ซึ่งไม่ใช่การร่วมลงทุนในธุรกิจกาสิโนอย่างที่เป็นข่าว เพราะระบบสาธารณูปโภคในเกาะกงก็ยังไม่พร้อม เกาะกงจึง เป็นเพียงแค่ข่าวบังหน้า เพราะเบื้องหลังก็คือความร่วมมือในการรุกเข้าทำธุรกิจพลังงานในกัมพูชา (อ่านล้อมกรอบ)

และนี่คือ เหตุผลว่า ทำไมทักษิณจึงต้องเป็นเจ้าของ ปตท. ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องทั้งขุดเจาะ จัดจำหน่าย ดังนั้นปตท จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจพลังงานในเขมร เป็นจริง โดยมีเครือข่ายธุรกิจพลังงานของ อัล ฟาเยด ร่วมเป็นกองหนุน

ถ้าเลือกได้ เป้าหมายทำสัญญาให้เช่าเกาะกงของทักษิณกับเขมร ที่มีรัฐบาลฮุนเซนเป็นคู่สัญญา หาใช่ทำในนามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการทำในนาม “นิติบุคคล” โดยที่เกาะกงจะได้รับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งรายได้ไม่ต้องเข้ารัฐบาลกัมพูชา และเป็นเขตปกครองพิเศษ นอกเหนืออธิปไตย

แน่นอนว่าสิ่งที่ทักษิณต้องการมากที่สุดคือ การสร้างระบอบ “การเมือง” ใหม่ เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ โดยอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ใครมีเงินก็เล่นการเมืองได้ (อ่านเรื่อง Kingdom or Republic of Thailand ใน POSITIONING ฉบับ เดือนมิถุนายน 2551 ประกอบ)

อะไรจะเกิดขึ้น หากทักษิณสามารถนำบริษัทเข้าไปลงทุนในเขมร ?

โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”

เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ขุดเจาะน้ำมันของไทย จะพบว่ามหาเศรษฐีห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ (Harrods) โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด (Mohamed Al Fayed) เพื่อนเลิฟของอดีตนายก “ทักษิณ” เข้ามาได้ประโยชน์จากธุรกิจน้ำมันในไทยมานาน ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูก ปตท. ก่อนที่ปตท. จะเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2544
โดย Asian Economic News และนิตยสาร Offshore ลงข่าวพร้อมเพรียงกันในช่วงธันวาคม 2542 ว่าหลังจากโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดจัดตั้งบริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน 4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย คือ B2/38, B11/32, B11/38 และ B12/32. ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50% ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50%ที่เหลือ

จากการสืบค้นข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ จดทะเบียนในเมืองไทยเมื่อ 22 พฤษภาคม 2541 ใช้ชื่อเป็นทางการว่า แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) ต่อมาเปลี่ยนชื่อจนไม่เหลือคราบเดิม เป็นเพิร์ล ออย (Pearl Oil) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรายชื่อผู้ถือหุ้น) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพราะถูกขายให้กับบริษัท Pearl Energy Pte. Ltd. ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อสืบสาวต้นทางจะพบกลุ่มทุนเทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวผ่านทาง Mubadala Development (ข้อมูลจาก Business Week และ RGE Monitor) ซึ่ง “เทมาเส็ก” มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “ทักษิณ” และคือบริษัทที่ซื้อหุ้นในชินคอร์ป จากครอบครัว ”ทักษิณ” ด้วยมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท

Pearl Oil ยังคงได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น แปลง B 5/27 ที่แหล่งจัสมิน และ B12/32 ณ แหล่งบุษบงในอ่าวไทย เป็นต้น ส่งต่อน้ำมันดิบให้กับ ปตท.สผ. ภายใต้สัญญาซื้อ-ขาย 20 ปี เช่นเดียวกับเมื่อ 8 ธันวาคม 2549 Pearl Oil ก็ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มในแปลง G10/48 บริเวณตอนใต้ของอ่าวไทย เมื่อสมัยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่ากรรมการของเพิร์ลออย ยังเป็นกรรมการในบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 8 บริษัท แต่ละบริษัทต่างระบุว่าทำธุรกิจรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน และมีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 100 ล้านบาท บางบริษัทมีรายได้ แต่บางบริษัทยังไม่ได้บันทึกรายได้ โดยบริษัทที่มีรายได้สูงสุดคือเพิร์ลออย ประเทศไทย มีรายได้ปี 2549 รวม 7,071 ล้านบาท กำไร 1,654 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 16.54 บาท


บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด เปลี่ยนชื่อเป็น เพิร์ลออย (ประเทศไทย) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า เวสท์ ชั้น 10

ณ วันที่ 30 เมษายน 2550 ปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% คือบริษัทเพิร์ลออยล์ (สยาม) คิดเป็น มูลค่า99,994 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาหุ้นละ 1,000 บาท ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น

ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า”เพิร์ลออยล์ (สยาม) จดทะเบียนที่หมู่เกาะเวอร์จิน อังกฤษ ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น

เครือข่าย”เพิร์ลออย (ประเทศไทย)”
-เพิร์ลออย บางกอก
-เพิร์ลออย ออฟชอร์
-เพิร์ลออย (ปิโตรเลียม)
-เพิร์ลออย (รีซอสเซส)
-เพิร์ลออย (อมตะ)
-เพิร์ลออย ออนชอร์
-เพิร์ลออย (อ่าวไทย)

Timeline เขาพระวิหาร-แหล่งพลังงาน

“ปราสาทพระวิหาร” “แหล่งน้ำมัน- ก๊าซเขมร” “ทักษิณ” “ปตท.” “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ...จนนำมาสู่ “คนไทยจะขายชาติกันเอง” ด้วยการวางแผนอย่างแนบเนียนในช่วง10ปีที่ผ่านมา

22 พฤษภาคม 2541
– “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยภายใต้ชื่อ “แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย)” และรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ร่วมกับปตท.สผ.

ธันวาคม 2542
- แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ เริ่มได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย

กุมภาพันธ์ 2544
– “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยแรก

ตุลาคม 2546
- ขณะที่ “ทักษิณ” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล “ฟูแล่ม” ซึ่งมี “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นเจ้าของ ขณะที่สถานการณ์การเงินของ “ฟูแล่ม” ขาดทุน และมีหนี้จำนวนมาก

ปี 2547
- รัฐบาลทักษิณอนุมัติให้เงินกู้กัมพูชาอัตราดอกเบี้ยต่ำ จำนวน 827.4 ล้านบาท เพื่อสร้างถนนผิวทางแอสฟัลต์และสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบให้เปล่าบนถนนสายนี้อีก 4 แห่ง โดยกรมทางหลวงออกแบบให้ ใช้งบประมาณ 288.2 ล้านบาท

ตุลาคม 2549
- หลัง “ทักษิณ” ถูกรัฐประหาร “ทักษิณ” ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่อังกฤษ และมีข่าวว่าได้แวะพักที่บ้านของนายโมฮัมหมัด อัลฟาเยด เลขที่ 55 Park Lane ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน

ปี 2550
-“ทักษิณ” ซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ท่ามกลางข่าวลือว่า “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นผู้ประสานงานให้

14 พฤษภาคม 2551
– มีรายงานข่าวจากสื่อไทย ว่า พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว

เว็บไซต์ของ “บางกอกโพสต์” ระบุด้วยว่า เกาะกงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดตราดของไทย เป็นเป้าหมายแรกของ “ทักษิณ” ที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ซึ่งจะรวมถึงการทำบ่อนกาสิโน และเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยจะเป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจจากตะวันออกกลาง รวมถึงนาย โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ในลอนดอน

- “นภดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานร่วมกันเปิดถนนหมายเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกง-สะแรอัมเบิล เป็นเส้นทางที่ทำให้การเดินทางจากบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ของไทย ถึงพนมเปญโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

18 มิถุนายน 2551
– “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ลงนามยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

8 กรกฎาคม 2551
- เวลาตี 3 ของเช้าวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 ตามเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาที่ชาวกัมพูชาดีใจ และเฉลิมฉลองกันทั่วเมือง เมื่อยูเนสโกมีมติรับข้อเสนอของรัฐบาลกัมพูชาที่เสนอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก นาทีเดียวกันนั้นคนไทยต้องรู้สึกหดหู่กับการ “ขายชาติ” ของคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แลกกับประเทศไทยเสียดินแดนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร


แหล่งน้ำมันดิบในกัมพูชา
จำนวนบ่อน้ำมัน ขุดเจาะสำรวจแล้ว 9 หลุม/บ่อ พบน้ำมันดิบ 5 หลุม/บ่อ ยังไม่ได้สำรวจอีก 10 หลุม/บ่อ
ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล
ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
มูลค่าการผลิต (ประมาณการ) 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
การสนับสนุนของรัฐ จัดตั้งองค์กรปิโตรเลียมแห่งชาติ (Cambodia National Petroleum Authority) ขึ้นมากำกับดูแล

ที่มา – สื่ออุตสาหกรรมออนไลน์เพื่อนักอุตสาหกรรม


 

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตีแผ่ธุรกิจรัฐลงทุน-เอกชนรับทรัพย์ ขุดขุมทรัพย์ปตท. หมกค่าอีกมหาศาล !


- ผู้ถือหุ้น PTT หรือ 'PTT GANT' มีโอกาสสร้างผลกำไรมหาศาล !
- สินทรัพย์ที่รัฐได้ลงทุนไว้ และยังอยุ่ในมือPTT มีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท 
- อนาคต 'LNG Receiving Terminal' ที่เพิ่งเปิดดำเนินการ จะเป็นขุมทรัพย์ใหม่ ที่นักธุรกิจ-การเมือง สบช่องเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจได้ 
- ที่สำคัญ PTT GANT คุมธุรกิจผูกขาดด้านพลังงานเบ็ดเสร็จ ยากที่มีรายใหม่เข้ามาแข่งขัน
- จับตา '7 ขุนพล'ในครม.จะเป็นตัวช่วย เครือข่ายทักษิณ เข้ายึดธุรกิจพลังงานผ่านการขายหุ้นปตท.ให้กองทุนวายุภักษ์ได้สำเร็จหรือไม่ ?
      
       
       ท่าทีรัฐบาลหลังจากมีแนวคิดของ ดร.โกร่ง หรือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ หรือ กยอ. ได้เสนอความคิดให้กระทรวงการคลังขายหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ให้กับกองทุนวายุภักษ์ บริษัทละ 2% ทำให้กระทรวงการคลังมีหุ้นทั้ง 2 บริษัทเหลืออยู่ประมาณบริษัทละ 49% โดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่แสดงท่าทีปฏิเสธในการรับลูกแนวคิดดังกล่าวในการตอบกระทู้สดของรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น กิตติรัตน์เองก็เป็นคนออกมายืนยันว่าการขายหุ้นในส่วนของคลังไปให้กองทุนวายุภักษ์ 2% นั้นไม่น่าห่วงในกรณีไม่สามารถส่งต่อนโยบายพลังงานให้ปตท.ได้ เพราะว่ากองทุนวายุภักษ์เองนั้นก็ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 100%
      
       แม้วันนี้ดูเหมือนว่าแนวความคิดนี้ เมื่อทำการโยนหินถามทางและไม่ประสบความสำเร็จ และทำท่าดูเหมือนจะถอย แต่ทว่าเรื่องนี้อาจจะไม่น่าที่จะจบง่ายขนาดนั้น เหตุเพราะว่า ปตท.คือแหล่งผลประโยชน์ และเป็นธุรกิจที่มีอนาคต ทั้งทรัพย์สินที่รัฐบาลลงทุนไว้จำนวนมหาศาล แถมยังไม่ได้มีการถ่ายโอนคืนมาเป็นของรัฐ ขณะเดียวกันมีโอกาสมีสินทรัพย์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาเอง และยังมีการให้ภาคอุตสาหกรรม หรือไฟฟ้า ทำการสร้างท่อส่งก๊าซเข้าสถานีเองก่อนโอนให้ปตท.ในท้ายที่สุดอีกต่างหาก
      
       คำถามคือ แปรรูปปตท.ให้วายุภักษ์ 2% ทำไปทำไม และเหตุผลที่บอกว่า การแปรรูปนี้ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่ารัฐบาลยังคงถือหุ้นใหญ่ของปตท.ผ่านกองทุนวายุภักษ์ และยังสามารถควบคุม สั่งการ ให้ปตท.ยังเป็นบริษัทที่ทำเพื่อประชาชนคนไทยได้นั้น มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน?
      
       ปตท.ขุมทรัพย์มหาศาล
       2 ธุรกิจหลักผูกขาดเบ็ดเสร็จ 
      
       แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีลักษณะเป็นกิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ ในบางประเทศจะเก็บธุรกิจในลักษณะนี้ให้เป็นของรัฐ แต่ในบางประเทศก็มีการขายหุ้นให้เอกชน สำหรับ ปตท.เองนั้นหลังจากมีการนำเข้าตลาดหุ้น โดยการแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียนในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2 พันล้านหุ้น และเริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 28,572,457,250บาท มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 28,562,996,250บาท มีจำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ 2,856,299,625 หุ้น
      
       อย่างไรก็ดีผลประโยชน์มหาศาลอยู่ที่ตัวธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะท่อก๊าซ และโรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่เพิ่งดำเนินขึ้นเมื่อไตรมาส 2 ปี 2554 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ แค่นี้ก็มีมูลค่ามหาศาล โดยท่อก๊าซธรรมชาติ แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติให้กระทรวงการคลัง ทั้งบนบกและในทะเลมูลค่า 32,613 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.เข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าการส่งคืนท่อก๊าซให้คลังของปตท.นั้นเป็นเพียงมูลค่า 14,808.62 ล้านบาท คงเหลือส่วนที่ ปตท.ยังไม่ได้แบ่งให้กระทรวงการคลังมูลค่า 21,834.14 ล้านบาท
      
       ทำให้ขณะนี้ ปตท.มีท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล รวม 3,469 กิโลเมตร ซึ่งรวมท่อไปยังโรงไฟฟ้า IPP-SPP และท่อไปยังโรงงานอุตสาหกรรม NGV ด้วย ซึ่งตีราคาทรัพย์สินแล้วท่อก๊าซที่ยังมีในมือปตท.เท่าที่ปตท.เคยจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัทคือ GEIOC และ SGST มาประเมินทรัพย์สินท่อก๊าซ 3 เส้นจากแหล่งในทะเล ที่ปรึกษาได้ประเมินราคาเฉลี่ยออกมาเป็น 112,500 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก
      
       “ต้องเข้าใจ การลงทุนท่อส่งก๊าซฯ เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และได้ค่าตอบแทนคืนมาต้องใช้ระยะเวลานานมาก ที่ผ่านมาจึงมีการลงทุนโดยรัฐ แต่ปัญหาคือ เมื่อรัฐลงทุนไปแล้วระบบท่อส่งก๊าซกลับไปอยู่ในส่วนบริษัทเอกชนในการทำรายได้ และยิ่งทำให้ ปตท.ได้เปรียบเจ้าอื่นๆ เพราะมีท่อส่งก๊าซเป็นของตัวเอง ขณะที่เอกชนรายอื่นจะต้องมาขอใช้ท่อส่งก๊าซกับปตท. ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านราคาก๊าซฯของบริษัทอื่นๆ สูงมากจนไม่สามารถแข่งขันกับปตท.ได้ ดังนั้นท่อส่งก๊าซนี้ ปตท.ควรจะคืนให้เป็นของรัฐจะดีที่สุด”
      
       ที่น่าสนใจคือในส่วนท่อส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม NGV ปตท.ให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคนลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซจากท่อหลักเข้าไปในโรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรมเอง ตรงนี้ค่าใช้จ่ายของปตท.จึงเป็นศูนย์ ขณะที่หลังจากสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ต้องโอนท่อคืนให้ ปตท. ปตท.ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ไปอย่างมาก ซึ่งความจริงแล้ว ปตท.ควรจะลงทุนเองหรือไม่ เพราะคนอื่นเขาก็ไม่เชี่ยวชาญด้านการทำท่อ เมื่อทำแล้วก็แพงกว่าปตท.ทำเอง พอทำเสร็จยังต้องยกให้ปตท.อีก
      
       ปตท.ก็เลยได้ทรัพย์สินฟรีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
      
       นอกจากนี้จุดที่น่าสนใจในทรัพย์สินปตท.ในธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ยังไม่มีใครสนใจมากนักคือ โรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่อยู่ในบริษัทพีทีที แอลเอ็น จี จำกัด ซึ่ง ปตท.ถือหุ้น 100% เป็นกิจการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซเพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งโรงแปรสภาพก๊าซนี้ ปตท.ได้ตั้งขึ้นมามีวัตถุประสงค์เพื่อนำเข้าก๊าซเหลวทางเรือจากต่างประเทศ เพื่อนำมาแปรสภาพของเหลวเป็นก๊าซและส่งจำหน่ายตามท่อก๊าซ และบางส่วนเก็บเป็นของเหลว เพื่อเมื่อเกิดปัญหาในระบบท่อก๊าซ ก็สามารถมีการขนส่งทางบกได้เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเผื่อขาดซึ่งเป็นจุดดี
      
       ปัญหาคือโรงแปรสภาพก๊าซ LNG นี้ จำเป็นจะต้องอยู่ในท่าเรือน้ำลึกที่เรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งเวลานี้ไม่มีที่อื่นที่มีสภาพเหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานแบบนี้อีกแล้ว นอกจากของบริษัทปตท.ที่ตั้งโรงงาน LNG อยู่ที่มาบตาพุด ซึ่งถือว่าเป็นการผูกขาดธุรกิจโดยทำเลที่ตั้ง โดย LNG RECEIVING TERMINAL ที่มีมูลค่าการลงทุน 33,440 ล้านบาท มีผลตอบแทน 10.46%
      
       “ทุกวันนี้ยังไม่มีเอกชนรายอื่นทำเอง เพราะไม่มีท่าเรือน้ำลึกที่เหมาะสม และเอกชนรายอื่นก็ยังมาขอใช้โรงแปลงสภาพนี้ไม่ได้ จึงเป็นกิจการผูกขาดอีกตัวหนึ่งที่ปตท.ได้ประโยชน์ ต่อไปรัฐควรจะต้องมีการอนุญาตให้เอกชนรายอื่นมาใช้โรงแปรสภาพนี้ได้ในลักษณะการคิดค่าบริการ เหมือนกับระบบท่อส่งก๊าซก็ต้องให้เอกชนรายอื่นใช้ได้ด้วยเช่นกัน”
       
       ปตท.สบประโยชน์ทุกช่อง 
      
       นอกจากนี้ แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ปตท.ยังมีข้อได้เปรียบในการทำกิจการค้าก๊าซธรรมชาติอีกหลายจุด
      
       โดยในส่วนบริษัท ปตท. นั้น ปัจจุบันในการกำกับดูแลโดย กกพ. หรือเรคกูเรเตอร์ ได้มีการออกใบอนุญาตด้านก๊าซธรรมชาติ 4 ใบอนุญาตคือ ใบอนุญาตขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อฯ,ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ,ใบอนุญาตค้าปลีกก๊าซธรรมชาติผ่านระบบจำหน่าย และใบอนุญาตเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซฯจากของเหลวเป็นก๊าซ
      
       “ทุกวันนี้ใบอนุญาตทั้ง 4ใบ ปตท.ยังถือว่าเป็นบริษัทที่ผูกขาดกิจการก๊าซธรรมชาติในเกือบทุกหมวดการทำธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะความได้เปรียบในหลายๆจุด ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาแข่งขันกับปตท.แม้กระทั่งบริษัทต่างชาติรายใหญ่”
      
       ขณะที่ใบอนุญาตจัดหาและค่าส่งก๊าซฯ ปตท.ก็ยังเป็นบริษัทที่ได้เปรียบ เนื่องจากปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้จาก 3 แหล่งใหญ่ (Pool Gas) ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก๊าซธรรมชาติที่ซื้อจากพม่า และก๊าซ LNG ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติมาแล้วนำมาแปรสภาพเป็นของเหลวก่อนนำส่ง
      
       โดยก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นก๊าซที่มีราคาถูกที่สุด เนื่องจากเป็นสัญญาสัมปทานระยะยาว ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในส่วนของที่ขุดเจาะจากอ่าวไทยมีราคาอยู่ที่ 7.14 บาท/กก. ขณะที่ก๊าซฯที่นำเข้าจากพม่า จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 12.56 บาท/ก.ก. และก๊าซฯ LNG ที่ต้องมาแปลงสภาพจากก๊าซเป็นของเหลวเพื่อสะดวกต่อการขนส่งนั้นจะมีต้นทุนสูงที่สุดคือมีราคา 18.68 บาท/ก.ก.
      
       โดยในระบบจัดการโครงสร้างของการคิดราคา จะมีการนำราคา 3 ส่วนมารวมกันแล้วหาราคาค่าเฉลี่ย ทำให้ปตท.นั้นมีราคาถูก ที่ทำให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาอาจไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้
       ประเด็นสำคัญอยู่ 3 จุดใหญ่คือ ในจุดของก๊าซจากบ่อขุดเจาะทั้ง 7 ในอ่าวไทยนั้น หลุมขุดเจาะส่วนใหญ่เป็นของปตท.สผ.เมื่อนำมารวมกันแล้วจะอยู่ใน Pool 1 ซึ่งปตท.จะนำก๊าซธรรมชาติในส่วนนี้ไปกลั่นแล้วใช้ในกิจการพลังงานของปตท.เอง ส่วนที่เหลือจึงนำไปไว้ใน Pool 2 ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ว่า Pool 2 นี้จะมีการนำก๊าซในส่วนของ LNG มารวมในนี้ก่อนเพื่อนำไปขายให้ EGAT,IPP,SPP,NGV และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติของปตท.
      
       นอกจากนี้ ในระบบขนส่งก๊าซฯไปสู่ผู้ซื้อก๊าซ ยังมีการคิดค่าบริการค่าส่งก๊าซฯทางท่อ ซึ่งปตท.เป็นเจ้าของเพียงรายเดียวอีก ทำให้ปตท.ยิ่งได้เปรียบคู่แข่งอื่นๆ
      
       นี่ไม่รวมกับการที่ ปตท.ยังมีธุรกิจดาวรุ่ง คือ ปตท.สผ.โดยปตท.สผ.มีการลงทุนในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำนวนทั้งหมด 44โครงการ เป็นโครงการลงทุนในประเทศไทย จำนวน 17 โครงการลงทุนในพื้นที่พัฒนาร่วม 1 โครงการ พื้นที่คาบเกี่ยว 1 โครงการ และลงทุนในต่างประเทศ 27 โครงการ อาทิ สหภาพพม่า เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย โอมาน อัลจีเรีย อียิปต์ บาห์เรน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2554)
       ไม่รวมธุรกิจ NGV ที่ปตท.ก็ยังเป็นผู้ดำเนินการเพียงรายเดียวอีก
      
       อย่าแปลกใจ แม้ว่าปตท.จะมีระบบกำกับดูแล จะมี ก.ล.ต.คอยดูความโปร่งใส มีภาคประชาชนคอยจับจ้องนโยบายต่างๆ ของปตท. แต่ที่พบคือ ปตท.สามารถมีกำไรในทุกจุดที่ดำเนินการแบบผูกขาด
      
       ดังนั้นแม้ปตท.จะประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าปตท.มีต้นทุนพลังงานบางส่วนที่ขาดทุนแล้วขาดทุนเล่า แต่กำไรปีละเป็นแสนล้านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปตท.เป็นธุรกิจผูกขาดที่ทั้งผู้ถือหุ้นหรือผู้ที่เข้ามาหาจุดแทรกในกระบวนการต่างๆ ของปตท.ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล !
      
       ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อปตท.เป็นธุรกิจผูกขาดขนาดนี้ การที่ปตท.จะขอขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติเมื่อไรก็ย่อมได้ ขณะเดียวกันผลประโยชน์ในปตท.ก็มีโอกาสมากที่จะผ่องถ่ายเข้าสู่กลุ่มนักธุรกิจการเมือง...
      
       หุ้น 13% นอมินีทักษิณ ?
      
       ผลประโยชน์แรกที่ได้แน่ๆ คือกำไรจากส่วนต่างราคาและปันผลของผู้ถือหุ้น การที่รัฐบาลยังมีหุ้นอยู่ในจำนวน 49% รวมกับวายุภักษ์ที่ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่อีกจำนวนหนึ่ง เงินจำนวนนี้ยังคงเข้าสู่ภาครัฐบาล และก็พูดกันมากกว่ากลุ่มการเมืองเป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปตท.มาโดยตลอดด้วย ในหุ้น 13% ที่มีนอมินีถือแทน ซึ่งมีหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นกลุ่มนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยซ้ำ
      
       แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน กล่าวว่า วิธีดูว่ากลุ่มผลประโยชน์ทับซ้อนจะเข้าไปอยู่ตรงไหนได้บ้าง ตามหลักสากลแล้ว จะดูได้จากหุ้นรายย่อยที่มีจำนวนมากกว่า 0.5% เพราะว่าต้องเปิดเผยตัวตน ซึ่งปรกตินักการเมืองก็จะมีกองทุน หรือโบรกเกอร์ต่างประเทศเจ้าต่างๆ มาถือหุ้นให้แทน เมื่อไปดูการเปิดเผยข้อมูลตรงนี้รวมกันแล้วได้หุ้นที่น่าสงสัยรวมๆ แล้วมา 13%
      
       “13% นี่ คิดแค่ค่าส่วนต่างราคาหุ้นนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย พลังงานตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2554-20 มกราคม 2555 คนกลุ่มนี้ได้กำไรไปแล้ว 38,000 ล้านบาท”
      
       ขณะที่ผลประโยชน์ต่อมา นอกจากราคาหุ้นแล้ว กลุ่มนักการเมืองยังจะสามารถตั้งบริษัทไปซื้อธุรกิจที่ปตท.ก่อนที่ปตท.จะเข้าไปลงทุนก่อนได้อีก ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการทำอยู่แล้ว แต่ต่อไปจะมีการทำดีลแบบนี้ได้สะดวกขึ้น
      
       ประการต่อมา คือผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเล ไทย-กัมพูชา ที่เกี่ยวโยงไปถึงความสัมพันธ์ ทักษิณ-ฮุน เซน
      
       “ไม่ต้องมาบอกแล้วว่าจะทำตัวเลขหนี้สาธารณะให้ดูดี คนที่ทำธุรกิจพลังงานมองทีเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่สำคัญการเมืองในยุคนี้ไม่ใช่การเมืองที่ทำเพื่อประเทศชาติ”
      
       แหล่งข่าวอดีตผู้บริหารบริษัทด้านพลังงาน กล่าว และมองว่าเรื่องนี้เป็นใบสั่งทางการเมืองแน่นอน ทั้งนี้มีข่าวในวงการพลังงานมาก่อนหน้านี้แล้วว่ามีการต่อรองผลประโยชน์กันระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้เชื่อเช่นนั้น
      
       “เขาพูดกันถึงขนาดที่ว่า การตกลงครั้งนี้คือให้เชฟรอนเป็นคนได้งาน ตรงนี้จะมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฮุน เซนในลักษณะ win-win”
      
       ที่สำคัญแหล่งพลังงานในพื้นที่ดังกล่าวยังมีการประเมินมาแล้วว่าเป็นแหล่งก๊าซและน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของ ปตท. การควบคุมปตท.อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าการที่ประเทศกัมพูชาไม่มีระบบท่อก๊าซ และไม่มีระบบเรือบรรทุกน้ำมัน ก็จะมีการนำก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะมาได้มาใช้ประโยชน์จากท่อก๊าซของปตท. และระบบขนส่งน้ำมัน
       รุกคืบ TTA ต่อยอดธุรกิจพลังงาน
        
      
       ซึ่งเหตุนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการขยับเข้าไปถือหุ้นรายใหญ่ของ อุษณา มหากิจศิริ ในฐานะกรรมการ TTA ลูกสาวของประยุทธ มหากิจศิริ ที่เข้าซื้อหุ้นบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์มากถึง 20.5 ล้านหุ้นในราคาหุ้นเฉลี่ย 22 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 451 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการ TTA ผู้เป็นพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้น TTA อยู่แล้ว 99 ล้านหุ้น หรือ 14% ซึ่งเป็นรายใหญ่สุด เมื่อรวมกับการที่ อุษณา เข้าซื้อหุ้น TTA ครั้งนี้อีก 3% ทำให้ตระกูลมหากิจศิริมีหุ้น TTA ในมือเวลานี้อยู่ประมาณ 17% และที่ผ่านมาทั้ง 2 คนได้รับเงินปันผลจาก TTA ไปแล้วเกือบ 60 ล้านบาท
      
       ทั้งนี้สำหรับศักยภาพของ TTA เดิมก่อนปี 2551 นั้น TTA มีรายได้ทางเดียวจากการเดินเรือ แต่ระยะหลังมีการลงทุนในธุรกิจอื่นๆเพิ่ม ที่สำคัญคือ ธุรกิจขนส่งน้ำมันด้วยเรือขนาดเล็กป้อนตลาดแถบฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
      
       เมื่อไปดูกิจการผูกขาดของปตท.ที่นอกจากท่อก๊าซแล้ว ยังมีโรงแปรสภาพก๊าซ LNG ที่ผูกขาดโดยลักษณะที่ตั้งที่เหมาะสม ทำให้ถูกมองได้ว่า กลุ่มการเมืองที่คุม TTA นี้มีแผนที่จะเดินหน้าธุรกิจขนส่งน้ำมันมากขึ้น โดยเชื่อมต่อกับ LNG และช่วยขนส่งน้ำมันจากพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาในอนาคต
      
       “ตรงนั้นยิ่งกว่าขุมทรัพย์อีก ไม่ยากที่ TTA จะลงทุนซื้อเรือบรรทุกน้ำมันมาเพิ่ม และถ้าหากกลุ่มการเมืองไม่มีแผนนี้คงไม่ให้ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มานั่งเป็นบอร์ด TTA ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็รู้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีชื่อของประเสริฐนั่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย”
       การจับประเสริฐมานั่งบริหารบอร์ด TTA แทนที่ตำแหน่งรัฐมนตรี จึงมองได้อย่างเดียวว่า เพื่อเตรียมการบางอย่างและเป็นงานที่สำคัญกับธุรกิจครอบครัวชินวัตร และมหากิจศิริ อย่างยิ่ง!
      
       ประเด็นสำคัญคือหากวันไหนที่รัฐบาลจะเดินหน้าโอนหุ้นปตท.เป็นของเอกชนมากขึ้น อะไรคือสิ่งที่น่าห่วง ตามที่รัฐบาลอธิบายว่า หุ้นแค่ 2% ที่โอนไปให้วายุภักษ์ ก็เป็นจำนวนน้อยมาก ขณะที่วายุภักษ์เองก็ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 100% อยู่ดี
      
       สภาพัฒน์-ครม.-สภาฯ พ้นอำนาจตรวจสอบ
      
       แหล่งข่าวในแวดวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเนื่องจากกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนั้นแม้ปตท.จะแปรสภาพเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ยังถือว่ายังมีสภาพการบริหารงานในลักษณะรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในส่วนที่ยังมีความเป็นรัฐวิสาหกิจเช่นนี้ทำให้ ปตท.เองนั้นมีหลายหน่วยงานเข้ามาดูแล ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และยังต้องเสนอโครงการหรือแผนงานต่างๆ ผ่านสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ฯ
      
       “จากรัฐกลายเป็นเอกชนเต็มตัว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเอาประโยชน์เข้าตัวเองง่ายขึ้น ขณะเดียวกันการติดตามและการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ จะทำได้ยากขึ้น”
      
       ประเด็นนี้ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ด้วยว่า โดยความจริงแล้ว การแปรรูปปตท.เป็นเอกชนเต็มตัวนั้นมีข้อดี คือทำให้ ปตท.มีการบริหารงานที่คล่องตัว และสามารถทำกำไรให้ธุรกิจได้มาก มีความสามารถในการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้น
      
       แต่ความที่ ปตท.เคยมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ด้วยในช่วงที่ผ่านมา ในการทำธุรกิจจึงต้องทำเพื่อประชาชนด้วย ซึ่งก็เป็นข้อดี แต่หากพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจไปแล้ว ก็จะมีสภาพเป็นบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ ควบคุมโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.
       สิ่งที่น่ากังวล นอกจากไม่ต้องส่งโครงการไปให้สภาพัฒน์พิจารณาแล้ว การลงทุนที่แต่เดิมจะต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้กลไกการตรวจสอบก็จะลดลงด้วย โดยเฉพาะการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะกรรมาธิการฯจะไม่สามารถเรียกข้อมูลของบริษัทเอกชนมาดูได้ง่ายๆอีก ซึ่งความจริงแล้วแม้จะเป็นเอกชนแต่ก็ใช่ว่าจะมีการบริหารงานอย่างโปร่งใส มีช่องทางให้ทุจริต หรือการเมืองเข้าแทรกแซงได้อยู่ดี
      
       โดยเฉพาะการที่กองทุนวายุภักษ์กำลังจะหมดอายุ ในปี 2556 ซึ่งหากมีสิทธิที่จะมีการเปลี่ยนสภาพกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนเปิด แล้วหากรัฐบาลไม่ซื้อหุ้นคืน อำนาจในการบริหารของกระทรวงการคลังก็จะหมดไปเป็นของเอกชน การเปลี่ยนมือไปเอกชนรายอื่นๆก็จะง่ายขึ้น เพราะรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีการถ่ายโอน ซึ่งแม้ตลาดหลักทรัพย์จะกำกับดูแล แต่ก็ไม่สามารถดูแลได้ 100%
       นอกจากนี้ที่น่าเป็นห่วงคือ คณะกรรมการ หรือบอร์ดของปตท.ต่อไปก็ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นคณะกรรมการที่มาจากข้าราชการและอัยการเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นความเป็นเอกชนจากบอร์ดจึงไม่เกิด เรียกว่าเอกชนจำแลง คือแม้บริษัทเป็นเอกชน แต่การบริหารจัดการยังคงอยู่ในรูปแบบเดิมๆ บอร์ดที่ยังเป็นข้าราชการเป็นหลัก ก็ยังเป็นบอร์ดที่เปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรก
      
       เพราะฉะนั้นการปล่อยให้ปตท.เป็นของเอกชนมากขึ้นจึงไม่ได้มีประโยชน์ นอกจากทำให้กฎกติกาการตรวจสอบและควบคุมหลุดออกไปเท่านั้น !
      
       ถึงยุคทักษิณ กินรวบธุรกิจพลังงาน
       ส่ง '7 มือดี'คุมทุกสายพร้อมกลืนปตท. 
      
       ทักษิณ ยึด ก.พลังงานจากสุวัจน์ จัดทีม 7 มือดีลุยธุรกิจพลังงาน “อารักษ์-ผดุง-นิวัฒน์" เดินหน้าชงธุรกิจพลังงาน เดินเงียบหวังชัวร์ พร้อมจัดซี้ คุมความมั่นคง-ผู้ว่า เบ็ดเสร็จ ประสาน 3.รมวเก่า ช่วยปูทางทุกด้านทั้ง “ตปท.-คลัง-มวลชน” คนพลังงานชี้เหลือไม่กี่ขั้นเข้าครอบครองธุรกิจพลังงานได้ไม่ยาก 
      
       ดูเหมือนว่าความพยายามในการลงทุนทำธุรกิจพลังงานจะเป็นที่สนใจ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ระหกระเหินเดินทางไปทั่วโลก และการพำนักยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ส่งผลให้เกิดแนวคิดการทำธุรกิจที่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งมือดีเข้ามาทำงานในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหลายตำแหน่งที่นอกเหนือจากภารกิจค้ำยันรัฐบาลให้สามารถยืนระยะต่อไปได้แล้ว 
        
      
       ภารกิจที่เกี่ยวกับธุรกิจพลังงานจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณได้ยึดคืนเก้าอี้กระทรวงพลังงานกลับมาดูแลเองโดยตรงหลังจากชนะเด็ดขาดจากการเลือกตั้ง หลังจากที่ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินคุมกระทรวงนี้มาช้านาน การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงเท่ากับว่าเป็นการดึงทีมงานคนสนิท เข้ามาทำงาน โดยมี 7 คีย์แมนคนสำคัญทั้งจากเครือชินวัตร และรัฐมนตรีเก่าหลังจากที่ปล่อยให้รัฐมนตรีเดิมได้ชื่นชมในตำแหน่งมาพอสมควรจึงถึงคราวที่จะเดินหน้าสานต่อธุรกิจพลังงานเสียที 
         
      
       อารักษ์ ชลธรานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้ารับงานต่อจาก พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ที่เปลี่ยนจากบทนายทุนพรรคมาสู่รัฐมนตรีและเตรียมที่จะเดินหน้าธุรกิจพลังงานเต็มที่ แต่หลังจากเข้ารับตำแหน่ง งานกลับไม่คืบหน้ามากนักไปจนถึงสไตล์การทำงานที่โฉ่งฉ่าง จนกลายเป็นจุดสนใจมากเกินไป การปรับครม.ครั้งที่ผ่านมาจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นหน้าที่ของอารักษ์ ขึ้นรั้งเก้าอี้รมว.พลังงานแทน 
        
      
       "คุณพิชัย คงไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากนักเพราะทำธุรกิจอัญมณีมาก่อน แต่จุดสำคัญก็คือการทำงานที่โฉ่งฉ่างจนเป็นที่เตะตาของสังคมมากเกินไป จึงต้องถูกปรับออกจากครม.และให้เป็นหน้าที่ของสายตรงของคุณทักษิณ อย่างคุณอารักษ์ที่มีความสุขุม เงียบกว่า และสามารถสั่งงานได้ดั่งใจ” แหล่งข่าวแวดวงพลังงาน ระบุ 
         
      
       อารักษ์ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดของพ.ต.ท.ทักษิณที่ผ่านมา ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ สายปฏิบัติการกลุ่มบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ในปี 2533 ซึ่งถือว่ายาวถึง 10 กว่าปีจนถึงตำแหน่งล่าสุดกับตำแหน่งที่ปรึกษา บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เมื่อเข้าสู่แวดวงการเมืองเต็มตัวก็ได้เตรียมสานต่อโครงการเดิมที่พิชัย ได้เตรียมไว้ทั้งการสานต่อนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และเจรจาลงทุนแหล่งก๊าซไทย-กัมพูชา ทันที
        
      
       สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ถือว่าเป็นบุคคลประเภท กล้าได้-กล้าเสียโดยมีผลงานประจักษ์ชัดจากการคืนพาสปอร์ตให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ และในช่วงปลายปี 54 ที่ผ่านมา สุรพงษ์ และพิชัย 2 รัฐมนตรีของไทยได้เดินทางเยือนกัมพูชา พร้อมกับมีความร่วมมือหลายด้าน อาทิ โครงการ ACMECS Single Visa ที่จะเริ่มต้นในปี 2555 ที่หวังผลด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา การสนับสนุนสร้างหอพักและลานกีฬาเพิ่มเติม ภายในศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกัมพูชา-ไทย 
        
       รวมไปถึงจุดสำคัญก็คือ ความร่วมมือด้านพลังงานโดยทั้ง 2 ฝ่ายจะเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลโดยเร็ว รวมถึงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าสตึงนัม และความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติ โดยไทยจะเปิดการฝึกอบรมให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของกัมพูชาในเรื่องโรงแยกก๊าซและปิโตรเคมีด้วย 
        
      
       พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม   เพื่อนซี้เตรียมทหารรุ่น 10 ของพ.ต.ท.ทักษิณย้ายข้ามฟากจากกระทรวงคมนาคมมานั่งดูแลงานด้านความมั่นคง แทนที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรมว.กลาโหม ที่ถูกวางตัวให้ดูงานความมั่นคงภายใน และในส่วนของธุรกิจพลังงานต้องดูแลงานด้านความมั่นคงให้พร้อมที่สุด เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์อ่อนไหวหลายกรณี อาทิ กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา และกรณีการเสียชีวิตของลูกเรือชาวจีน ที่จ.เชียงราย รวมถึงการขุดเจาะและสำรวจก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ชายแดน เขต จ.ระนอง จันทบุรี ตราด ซึ่งเป็นน่านน้ำที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชาด้วย 
         
      
       "งานความมั่นคงถือว่ามีความสำคัญเพราะพื้นที่ทับซ้อน หรือมีความขัดแย้งต้องใช้การคุมเกมด้านความมั่นคงให้ดีที่สุด เพราะการหาแหล่งพลังงานต้องเดินคู่กันไปจึงจะทำได้สะดวก การมีผู้ที่ไว้ใจได้สั่งได้โดยตรงจะทำให้งานเดินหน้าได้ดี " 
        
      
       ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการ รมว.มหาดไทย ที่เข้ามาแทนที่ของ อารี ไกรนรา อดีตเลขานุการฯ และอดีตหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง ถือว่าเป็นการกลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองอีกครั้ง หลังจากยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยนอกเหนือจากส่งเข้ามาช่วยรัฐบาลแล้ว การเดินหน้าในสายมหาดไทยที่ต้องสอดประสานกับสายงานด้านความมั่นคง เนื่องจากเพราะประเทศไทยมีแหล่งพลังงานทั้งทางบกและทางทะเลที่สูงมาก 
         
      
       กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ถูกจับตาจากการจัดทำพ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่นำมายึดโยงกับปัญหาอุทกภัยตามแนวทางของกยอ.โดยอธิบายว่าต้องการลดภาระหนี้สาธารณะรัฐบาลจากภาระหนี้ของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งอย่างปตท.และการบินไทย แต่ก็ถูกแรงต้านจากอดีต 2 รมว.คลัง ทั้งธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล และกรณ์ จาติกวณิช ที่ยืนยันว่า เพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลยังกว้างพอที่จะกู้เงินได้โดยไม่ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 
       
      
       จุดสำคัญของรมว.คลังอีกทางหนึ่งก็คือรัฐบาลโดยก.การคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ “กองทุนวายุภักษ์” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกปตท.จากรัฐวิสาหกิจไปสู่การเป็นบริษัทเอกชน ด้วยการซื้อหุ้นเพิ่มเติมผ่านกองทุนดังกล่าวแต่ก็ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากมีแรงต้านอย่างหนักจากหลายกลุ่ม 
      
       "หากได้ปตท.ซึ่งเป็นธุรกิจผูกขาดย่อมจะได้เปรียบเพราะคู่แข่งไม่เข้ามาแข่งแล้ว และหากเทียบกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธุรกิจโทรคมนาคมที่สูงมากถือว่าคุ้มค่ามาก และตอนนี้ก็เพียงขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น เพียงแต่การอ้างหนี้สาธารณะเพื่อแปรรูปปตท.มันยังฟังไม่ขึ้น และมีแรงต้านสูง จึงยังแปรรูปเป็นเอกชนเต็มตัวไม่ได้ " 
       
      
       นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ  เข้ามาดูงานด้านสื่อมวลชนผ่านการดูแลสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (NBT) ที่ได้ผลิตรายการที่เน้นการสร้างภาพลักษ์เชิงบวกให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และเชื่อมโยงกับผลงานของพ.ต.ท.ทักษิณมากขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการสร้างการรับรู้ที่ดีต่อสังคม ซึ่งจะช่วยในการรักษาฐานมวลชนเดิม พร้อมกับเมื่อไปสู่การจัดทำนโยบายต่างๆจะช่วยให้มีแรงต้านที่น้อยลง 
       
      
       "สังเกตได้ชัดเลยว่าข่าวของกรมประชาสัมพันธ์ มีข่าวเชิงบวกของคุณทักษิณเยอะขึ้นมาก ซึ่งเป็นเจตนาที่ชัดเจนในการสร้างการรับรู้ของประชาชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่างๆที่สุ่มเสี่ยงมีการยอมรับมากยิ่งขึ้น" แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ระบุ 
       
      
       ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มปตท. ผ่านธุรกิจของเครือญาติ ซึ่งปรากฎว่าปตท.ได้ว่าจ้างบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ซึ่งในอดีตนั้นณัฐวุฒิ และพวกได้เคยถือต่อมาได้โอนหุ้นให้กับ เจตนันท์ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นพี่ชายของณัฐวุฒิ โดยรับเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ และมวลชนสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซ 14 โครงการมูลค่าหลายสิบล้านบาท 
       
      
       "การตั้งบริษัทของคุณณัฐวุฒิ เป็นการรับงานที่อาจจะถ่ายเงินออกมาจากปตท.ผ่านโครงการต่างๆที่นักการเมืองทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่อาจตรวจสอบได้ว่าการรับงานต่างๆนั้นสูง-หรือต่ำ แต่ก็ยังเดินต่อไปได้เพราะการเมืองอยู่ในปตท.เสมอ "
      
       ทั้งหมดนี้ จึงถือว่าเป็นเกมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสนใจอย่างมากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การส่งมือดีเข้ามาทำงานในรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญนี้ หากจะมองเพียงว่าเป็นการประคองรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการประเมินพ.ต.ท.ทักษิณต่ำเกินไป... 

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

แฉยักษ์น้ำมัน "โทเทล" และ "เชฟรอน" แอบค้ำจุนรบ. พม่า

เอิร์ธไรท์ส  อินเตอร์เนชั่นแนล  กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของสหรัฐเผย  "โทเทล"  บริษัทน้ำมันสัญชาติฝรั่งเศส  และ  "เชฟรอน"  บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐ  ให้การค้ำชูรัฐบาลทหารพม่าผ่านโครงการก๊าซธรรมชาติยาดานา  ทำให้รัฐบาลพม่ามีเงินซุกซ่อนอยู่ในธนาคารแดนลอดช่องเกือบ  5  พันล้านดอลลาร์

     "สัมปทานในแหล่งก๊าซยาดานาของโทเทลและเชฟรอน  ทำรายได้ให้รัฐบาลพม่าราว  4.83  พันล้านดอลลาร์  ในช่วงปี  2543-2551"  เอิร์ธไรท์สระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสฯ


     แมทธิว  สมิต  ผู้เขียนรายงานฉบับนี้ระบุว่า  รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้รวมรายได้มหาศาลดังกล่าวในงบประมาณแผ่นดิน  แต่นำเงินเกือบทั้งหมดไปฝากไว้ที่ธนาคาร  2  แห่งของสิงคโปร์  คือ  โอซีบีซี  และดีบีเอส  ทั้งที่ปัจจุบันคนพม่าส่วนใหญ่ยังคงยากจนและได้รับสวัสดิการจากรัฐน้อยที่ สุดในบรรดาชาติเอเชีย

     รายงานยังระบุด้วยว่า  โทเทลและเชฟรอนพยายามปกปิดกรณีทหารพม่าที่ดูแลท่อก๊าซกระทำการทารุณประชาชน  ทั้งการบังคับใช้แรงงานและฆ่าทิ้ง

     เอิร์ธไรท์สเรียกร้องประชาคมโลกช่วยเพิ่มแรงกดดันโทเทลและเชฟรอนให้ยุติการกระทำดังกล่าวซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

     โทเทลและเชฟรอน  เป็นบริษัทพลังงานต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในพม่า  การดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัทนี้ไม่ได้ถูกจำกัดโดยมาตรการคว่ำบาตรทาง เศรษฐกิจที่สหรัฐและสหภาพยุโรปประกาศใช้ลงดาบพม่า  ทั้งนี้  แม้โทเทลจะถูกรุมวิจารณ์มานานเรื่องการสนับสนุนรัฐบาลทหารพม่า แต่มาตรการคว่ำบาตรของอียูกลับครอบคลุมเพียงการห้ามค้าอาวุธ  ไม้  แร่  โลหะ  และอัญมณีกับพม่าเท่านั้น  ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็แสดงท่าทีปกป้องโทเทลเสมอมา

     เช่นเดียวกับสหรัฐที่ยกเลิกแผนคว่ำบาตรที่จะช่วยกดดันให้เชฟรอนต้องถอนตัว จากแหล่งก๊าซยาดานา  หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมครั้งใหญ่ในพม่าเมื่อ  1  ปีก่อนหน้านี้

     โทเทลเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการแหล่งก๊าซยาดานา  ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี  2535  ปัจจุบันถือหุ้นอยู่  31.24%  ส่วนอีก  28%  ถือโดยเชฟรอน  ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งนี้ซึ่งคิดเป็น  60%  ของก๊าซทั้งหมดในพม่าส่งขายให้กับไทย

     อย่างไรก็ดี   ล่าสุดทั้งโทเทลและเชฟรอนปฏิเสธที่จะชี้แจงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้.


ที่มา -


สภาสหรัฐฯ หงอไม่ลงดาบภาษี Chevron ในพม่า 


ผู้จัดการรายวัน -- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ตกลงถอนมาตรการลงโทษทางภาษีแก่ เชฟรอน คอร์ป (Chevron Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งมีหุ้นในหลุมก๊าซยาดานา (Yadana) ในอ่าวเมาะตะมะ ร่วมกับบริษัทน้ำมันฝรั่งเศส และไทย ก่อนจะผ่านร่างกฎหมายคว่ำบาตรพม่าฉบับใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอังคาร (15 ก.ค.)
     
       ร่างมาตรการแต่เดิมนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องยุติการยกเว้นภาษีผลประกอบการของบริษัทสหรัฐฯ ทุกแห่งที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในพม่า ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในมาตรการใหญ่ที่ใช้คว่ำบาตรรัฐบาลทหารหลังการปราบปราม ประชาชนที่เดินขบวนในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว
     
       การประชุมพิจารณามาตรการในสัปดาห์นี้ ได้มีการประนีประนอมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทำให้มีการยกบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับเชฟรอนออกไป หลังจากบริษัทน้ำมันใหญ่แห่งนี้กล่าวว่า หากเลิกลงทุนในพม่าบริษัทอื่นๆ รวมทั้งจากอินเดีย และจีนก็จะเข้าแทนที่อยู่ดี สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่รัฐสภา
     
       “สิ่งหนึ่งที่ทำกัน ก็คือ ได้ยกข้อความที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีที่จะส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีธุรกิจอยู่ในพม่า” เจ้าหน้าที่กล่าวกับเอเอฟพี อธิบายเกี่ยวกับมาตรการแซงชั่นที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับรองอย่างเป็น เอกฉันท์ผ่านออกมาเป็นร่างกฎหมายในวันเดียวกัน
     
       ร่างรัฐบัญญัติฉบับดังกล่าวได้ “เรียกร้อง” ให้ “นักลงทุน” ในโครงการก๊าซ (ในพม่า) “พิจารณาโดยสมัครใจเลิกการลงทุนในเวลาข้างหน้า” ถ้าหากระบอบปกครองทหารไม่ยอมทำการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศ
     
       เชื่อกันว่า ร่างรัฐบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายคว่ำบาตรพม่านี้ จะได้รับการรับรองจากวุฒิสภาอย่างไม่มีปัญหาใดๆ
     
       การพิจารณาคว่ำบาตรบริษัทธุรกิจ และนักลงทุนสหรัฐฯ ในพม่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในร่างรัฐบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับเดิมที่พยายามหาทางหยุดยั้งการนำเข้าสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับที่มีต้นทางจากพม่า ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ถูกส่งผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไทย จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์

ร่างรัฐบัญญัติของสองฝ่ายนี้ได้ผ่านการเจรจาอย่างระมัดระวังกับวุฒิสภา การแก้ไข (เนื้อหา) ทำให้สามารถได้ข้อมติผ่านการรับรองออกมา เอเอฟพีอ้างคำกล่าวของนายเฮาเวิร์ด เบอร์มัน (Howard Berman) ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ สภาผู้แทนราษฎร
     
       ก่อนหน้านี้ รัฐสภาแห่งสหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายห้ามการนำเข้าอัญมณีจากพม่า เช่นเดียวกันกับรัฐบาลแคนาดา นายเบอร์มัน กล่าว
     
       ภายใต้แผนดั้งเดิมนั้น “จะไม่มีการยกเว้นภาษี” จากประกอบการในโครงการก๊าซยาดานาให้แก่เชฟรอน และบริษัทนี้ยังอาจจะถูกสั่งห้ามมิให้จ่ายเงินใดๆ แก่รัฐบาลทหาร จากผลประกอบการในโครงการที่ถือหุ้นร่วมกับบริษัท โตตาลออยล์ (หรือโททัลออยล์) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส บริษัท ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกีด (มหาชน) จากประเทศไทย และ รัฐวิสาหกิจน้ำมัน และก๊าซพม่าหรือ MOGE (Myanmar Oil & Gas Enterprise)
     
       เชฟรอน เป็นบริษัทจากโลกตะวันตกขนาดใหญ่ที่สุดที่เข้าลงทุนในพม่า โดยถือหุ้นส่วนน้อย 28% ในโครงการดังกล่าว หลังจากเข้าซื้อผลประโยชน์นี้จากบริษัทยูโนแคล (UNOCAL) หรือ Union Oil of California เมื่อปี 2548
     
       รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อพม่ามาหลายครั้ง ทั้งดานการค้า การลงทุน และการทูต แต่เชฟรอน (ยูโนแคลเก่า) เข้าไปมีกิจการในพม่าก่อนจะที่จะเริ่มมีมาตรการคว่ำบาตรเมื่อปี 2546
     
       ภายใต้กฎหมายพม่านั้น ถ้าหากเชฟรอนขายหุ้นในโครงการยาดานาออกไป ก็จะต้องจ่ายให้กับรัฐบาลทหารถึง 500 ล้านดอลลาร์
     
       รองประธานบริษัท เชฟรอน นายปีเตอร์ โรเบิร์ตสัน (Peter Robertson) ได้ให้การปกป้องการลงทุนในพม่าในการประชุมซักถามของสภาผู้แทนราษฎรในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเชฟรอนได้มีส่วนช่วยเหลือชาวพม่าที่ประสบภัยพิบัติจากไซโคลนนา ร์กิส
     
       “แผนการของเราคือ จะอยู่ในพม่าต่อไป.. ถ้าหากเราขายผลประโยชน์ไป เราจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ให้แก่พวกเขา (รัฐบาลทหาร)” นายโรเบิร์ตสัน กล่าว
     
       อะไรก็ตามที่ไปจากเชฟรอน จะตกไปเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลพม่า รองประธานเชฟรอนกล่าว
     
       หลังพายุนาร์กิสพัดเข้าถล่มดินแดนปากแม่น้ำอิรวดี เขตย่างกุ้ง ไปจนถุงรัฐมอญ และรัฐกะเหรี่ยงในวันที่ 2-3 ก.ค.ปีนี้ เชฟรอนคอร์ปได้บริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ในนั้นบริจาคผ่านสหพันธ์สภากาชาดสากล จำนวน 1 ล้านดอลลาร์ กับอีก 1 ล้านดอลลาร์ จะจัดสรรให้ 4 องค์กรใหญ่ คือ องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM หน่วยเมอร์ซีคอร์ป (Mercy Corps) หน่วยงานช่วยเหลือเด็ก Pact and Save the Children
     
       “เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้ช่วยเหลืออย่างงเร่งด่วนแก่ เหยื่อไซโคลนร่วมกับองค์กรความช่วยเหลือต่างๆ” นายโรเบิร์ตสัน กล่าวในครั้งนั้น
     
       นายจิม แบล็คเวล (Jim Blackwell) ประธานบริษัทสำรวจ และผลิตในเอเชียแปซิฟิกของเชฟรอน (Chevron Asia Pacific Exploration & Production) กล่าวว่า การบริจาคเงินช่วยเหลือของเชฟรอนคอร์ป เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศพม่า
     
       ปีที่แล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรพม่า และความพยายามที่จะแก้ไขรัฐบัญญัติคว่ำบาตรพม่าได้เริ่มมาตั้งแต่นั้น ด้วยโทษฐานที่ยังคงทำธุรกิจอันเป็นแหล่งสนับสนุนด้านการเงินให้แก่คณะผู้นำ ทหารพม่า
     
       ก่อนหน้านั้น สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรอีกชุดหนึ่ง เล่นงานบริษัทพม่าในสิงคโปร์หลายแห่ง รวมทั้งบริษัทสายการบินแอร์พุกาม (Air Bagan) ของกลุ่มตู๋ (Htoo Group) ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เป็นแหล่งรายได้ของคณะผู้นำทหารพม่าที่ครองอำนาจมานานเกือบ 50 ปีในขณะนี้

ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากข้าราชการระดับสูง กรมอุทยาทสัตว์ป่าและพันธุ์พืช


ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากข้าราชการระดับสูง กรมอุทยาทสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 
          www.legendnews.net - พลังและอำนาจของเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ยักษ์ใหญ่ปตท.ทุ่มสร้างภาพ ซื้อสื่อ ซื้อใจชุมชนเกือบ 1,400 ล้านบาทในห้วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มทุนผูกขาดธุรกิจพลังงานไม่ถูกตั้งข้อกังขาถึงความฉ้อฉล เผย อสมท. กวาดไม่ต่ำกว่าปีละร้อยล้าน ส่วนรายการคนดัง “วู้ดดี้ - สรยุทธ์” รับเละ 50 กว่าล้าน ทำเนียนกล่อมสังคมไทย “พลิกใจให้พอเพียง” เพื่อปตท.จะได้ฟันกำไรสูงสุดปีละเกือบแสนล้าน
      
       หากเครือปตท.จะดำเนินธุรกิจพลังงาน ซึ่งถือเป็นสายเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสังคมไทยโดยยึดมั่นดังคำโฆษณา “พลิกใจให้พอเพียง เพื่อสุขที่ยั่งยืน” และ “ปตท.(เป็น)พลังที่ยั่งยืน เพื่อไทย” อย่างแท้จริงแล้ว ความเดือดร้อนของประชาชนอันเป็นผลมาจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะต้นทุนค่าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่คงจะทุเลาเบาบาง สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียงและมีสุขที่ยั่งยืนจริงๆ
      
       แต่คำโฆษณาของปตท.ก็เป็นเพียงแค่การสร้างภาพเพื่อให้สังคมเคลิบเคลิ้ม ไม่สงสัย ไม่ตั้งคำถามถึงความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปรับขึ้นราคาก๊าซฯ น้ำมัน ฯลฯ ที่ ปตท. มักมีคำอธิบายให้ชวนเชื่อถือ และรัฐบาลซึ่งความจริงแล้วมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนคอยถือหางปตท. โดยมีสื่อร่วมมือร่วมใจช่วยสร้างภาพให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่พลังงานแห่งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยธรรมาภิบาลอีกทั้งทำให้สังคมเชื่อว่า เม็ดเงินกำไรตั้งแต่ ปี 2547 ถึง 9 เดือนแรกของ ปี 2554 ที่ปตท. มีกำไรสุทธิรวมกันถึง 7 แสนล้านบาท เป็นความสามารถทางธุรกิจโดยแท้
      
       เบื้องหลังการสร้างภาพและสร้างเครือข่าย “สื่อมวลชนเพื่อปตท.” นั้น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รายงานว่า บมจ.ปตท. ยังเป็นยักษ์ใหญ่ที่ใช้เงินเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ จ้างทำมวลชนสัมพันธ์ เป็นสปอนเซอร์รายการแข่งขันกีฬา คอนเสิร์ต ผ่านสื่อต่างๆ มากที่สุด
      
       โดยรอบปีงบประมาณ 2554 (1 ต.ค. 2553 - 30 ก.ย. 2554) ที่ผ่านมา ปตท.ได้ใช้งบประมาณว่าจ้างหน่วยงาน องค์กรเอกชน โฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการและกิจกรรมต่างๆ รวม 44 รายการ วงเงินรวม 651.1 ล้านบาท (ดูตาราง) เมื่อเทียบกับงบประมาณ 2553 ปตท.ได้ใช้เงินประชาสัมพันธ์ ผ่านบริษัทต่างๆ 34 รายการ รวมเม็ดเงิน 687.2 ล้านบาท หากรวม 2 ปี จะพบว่า ปตท.หว่านเม็ดเงินเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สูงเกือบ 1,400 ล้านบาท 
      
       สำหรับสื่อที่ได้รับการว่าจ้างมากที่สุดในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา เรียงตามลำดับวงเงิน มีดังนี้
      
       1.บมจ.อสมท จำนวน 107 ล้านบาท ได้แก่ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ครั้งที่ 16 วงเงิน 7,000,000 บาท (15 ธ.ค. 53) และ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในรายการโทรทัศน์วิทยุ และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านสื่อในเครือบริษัท ปตท. (มหาชน) วงเงิน 100,000,000 บาท (12 พ.ค. 54)
      
       2.บริษัท ทีบี ดับบลิวเอ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 100,000,000 บาท ได้แก่ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันใสและภาพลักษณ์สถานีบริการน้ำมัน ปตท.(17 มี.ค. 54)
      
       3.บริษัท เฟรชแอร์เฟสติวัล จำกัด (นายวินิจ เลิศรัตนชัย ถือหุ้นใหญ่) จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในการจัดงาน “ช้างร่วมฉลองมหกรรมดนตรี 30 ปี คาราบาว” 30,000,000 บาท (19 เม.ย.54)
      
       4.บมจ. บีอีซี.เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำนวน 29,000,000 บาท ได้แก่ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในการจัดการแข่งขัน PTT-EGAT Snooker World Cup 2011 วงเงิน 20,000,000 บาท และ จ้างโฆษณาผลิตภัณฑ์(น้ำมันใส)ปตท.ในรายการโทรทัศน์ “เรื่องเล่าเช้านี้” 9,000,000 บาท
      
       5.สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 25,000,000 บาท ได้แก่ โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในการสนับสนุนแข่งขันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ภายใต้โครงการ 1 สมาคมกีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ
      
       แต่หากจะนับความถี่จะพบว่า รายการว่าจ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทีวีบ่อยครั้งคือ จ้างโฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ในรายการ “ข่าวภาคค่ำ ททบ.5” ผ่านบริษัท 3 เอ.มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (ของนายสมชาย รังษีธนานนท์) จำนวน 2 ครั้ง
      
       ว่าจ้างโฆษณาทางรายการ “เช้าดูวู้ดดี้” และรายการ “The Idol คนบันดาลใจ” 2 ครั้ง (ผ่าน บริษัท ทีวี แสตนดาร์ด จำกัด ของ นางสาว อันวิดา อภิจารี และ บริษัท มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด จำกัด) และว่าจ้างประชาสัมพันธ์ผ่าน“เรื่องเล่าเช้านี้” และรายการ “เรื่องเล่า เสาร์-อาทิตย์” 2 ครั้ง (บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดาและ บมจ. บีอีซี.เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์)
      
       หากนับวงเงินที่ ปตท. หว่านโปรยว่าจ้างรายการคนดังข้างต้น คือ รายการ “เช้าดูวู้ดดี้” และรายการ “The Idol คนบันดาลใจ” 2 ครั้ง ครั้งแรก 6 ล้านบาท และครั้งที่สอง อีก 9.6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 15.6 ล้านบาท ส่วนบริษัทไร่ส้ม รับไปเนื้อๆ ครั้งแรก 16.5 ล้านบาท และครั้งที่สอง 9 ล้านบาท รวม 25.5 ล้านบาท และเมื่อปี 2553 บริษัทไร่ส้ม ได้รับว่าจ้างให้โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. วงเงิน 11.7 ล้านบาท รวมๆ แล้วรายการคนดังรับทรัพย์จากปตท.ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา สูงถึง 52.8 ล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าแปลกใจที่นักเล่าข่าวคนดัง จะไม่ขุดคุ้ยประเด็นความฉ้อฉลปล้นเงียบประชาชนของปตท.ออกมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้อย่างที่ควรจะเป็น
      
       ในรายการว่าจ้างโฆษณาผ่านสื่อค่ายยักษ์ใหญ่ ปตท.เมื่อปีที่ผ่านมา ปตท.ยังเลือกใช้บริการของเครือเดอะเนชั่น ที่รับไปเนื้อๆ รวม 16 ล้านบาท
      
       นอกจากนี้ ยังพบว่ามีว่าจ้างเพื่อดำเนินงานมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังภาคเหนือ(นครสวรรค์) ผ่าน บริษัท ซีวิลโปร จำกัด วงเงิน 16,968,000 บาท (21 เม.ย. 54)
      
       ก่อนหน้านี้ ปีงบประมาณ 2553 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ใช้เงินประชาสัมพันธ์ ผ่านบริษัทต่างๆ 34 รายการ รวมเม็ดเงิน 687.2 ล้านบาท ได้แก่
      
       1.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ทางโทรทัศน์ ผ่าน บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด 12 ล้าน บาท
      
       2.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ผ่าน บริษัท แพนแทงเกิลโปรโมชั่น จำกัด 15 ล้านบาท
      
       3.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ผ่าน สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย 7,500,000 บาท
      
       4.ดำเนินการจัดงานพิธีมอบรางวัล งานลูกโลกสีเขียวครั้งที่ 11 และงานการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก ครั้งที่ 4 ผ่าน บริษัท แม่น้ำร้อยสาย จำกัด 5,686,128 บาท
      
       5.ประชาสัมพันธ์ ปตท. ทางการแข่งขันเทนนิสเอทีพีรายการPTT Thailand Open2009 ผ่าน บมจ.บีอีซี-เทโรเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ 60 ล้านบาท (21 ธ.ค. 2552)
      
       6.ประชาสัมพันธ์ ปตท.ในการจัดกอล์ฟ The RoyalTrophy ผ่าน Entertainment Group Kimited 23.1 ล้านบาท
      
       7.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 25(สำนักงานใหญ่) ผ่าน บริษัท เพชรจำปา จำกัด 10 ล้านบาท
      
       8.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทางโทรทัศน์ รายการคนไทยหัวใจไม่ท้อ ผ่าน บริษัท ฮันนี่ แอนด์ เฟรนด์ เอ็นเทอร์เทนเท้นท์ จำกัด(มหาชน) 5.2 ล้านบาท
      
       9. โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปทต. ผ่าน บริษัท เจวีดี แมเนจเม้นท์ จำกัด 8,079,000 บาท
      
       10.โฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กร ผ่าน บริษัท ทีดับเบิลเอ (ประเทศไทย) จำกัด 120 ล้านบาท
      
       11. โฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ผ่าน บริษัท ธิงค์วิซ จำกัด 13 ล้านบาท
      
       12.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่าน บริษัท มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด จำกัด 9.6 ล้านบาท
      
       13.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ทางโทรทัศน์ ผ่าน บริษัท บางกอก เยลล์ จำกัด 6.5 ล้านบาท
      
       14.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ผ่านสื่อ 16 ล้านบาท
      
       15.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ทางรายการจัดการแข่งขันพัฒนานักเทนนิสอาชีพและเยาวชนไทยปี 2553 ผ่าน บริษัท ไทยเทนนิส แม็กกาซีน จำกัด 7 ล้านบาท (3 มี.ค. 2553)
      
       16.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทางโทรทัศน์ ผ่าน บริษัท ไร่ส้ม จำกัด 11,725,000 บาท (3 มี.ค. 2553) 
      
       17. โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทางวิทยุ ผ่าน บริษัท ฟาติมาบรอดคาสติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 7.2 ล้านบาท
      
       18.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่าน บริษัท มาร์เก็ต รีอินฟอร์ส จำกัด 6,069,000 บาท
      
       19. Support SA ROOP KHEM KHONG SOOD THAI project 6thfor CHULALONGKORN UNIVERSITY BROADCASTING STATION ผ่าน CHULALONGKORN UNIVERSITY BROADCASTING STATION 1 ล้านบาท
      
       20.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่าน บริษัท ฟร้อนท์เพจ จำกัด 5,720,000 บาท
      
       21.โฆษณาประชาสัมพันธ์กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันใสและส่งเสริมภาพลักษณ์สถานีบริการ ปตท.ปี 2553 ผ่าน บริษัท ทีบีดับเบิลเอ(ประเทศไทย) จำกัด 100 ล้านบาท
      
       22.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.สร้างภาพลักษณ์ในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ผ่าน บริษัท ริพเพิล เอฟ เฟคท์ จำกัด 10 ล้านบาท (12 มี.ค. 2553)
      
       23.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทางโทรทัศน์รายการ องค์กรเกื้อแผ่นดิน ผ่าน บริษัท บ้านบันดาลใจ จำกัด 5,950,000 บาท
      
       24.งานเหมาพัฒนาชุมชนโครงการรักษ์ป่า สร้างคน 84 ตำบลวิถีพอเพียง ผ่าน บริษัท บิซิเนส เซอร์วิสเซส อัลไลแอนซ์ จำกัด 54,908,820 บาท 
      
       25.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทาง โทรทัศน์ รายการพลังงานเพื่อชีวิต ผ่าน บริษัท ทริปเปิล เจ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด 6,959,000 บาท
      
       26.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท.ทาง โทรทัศน์ วิทยุและสื่อต่างๆในเครือข่าย ผ่าน บมจ. อสมท 90 ล้านบาท
      
       27.บริษัทที่ปรึกษาโครงการท่อฯถนนปู่เจ้าสมิงพราย ผ่าน บริษัท เนเจอร์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด 8,985,900 บาท
      
       28.บริการจัดการโครงการเพื่อเด็กและเยาวชน ผ่าน บริษัท อิน เฮ้าส์ เอเยนซี่ จำกัด 6,300,000 บาท
      
       29.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 4 (นวนคร-รังสิต) ผ่าน บริษัท ซีวิล โปร จำกัด 5,639,700 บาท (9 เม.ย. 2553)
      
       30.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 4 ผ่าน บริษัท ซีวิล โปร จำกัด 6,606,600 บาท
      
       31.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณฑ์ ปตท. ทางโทรทัศน์รายการข่าวภาคค่ำ ททบ.5 ผ่าน บริษัท 3 เอ.มาร์เก็ตติ้ง จำกัด 5,175,000 บาท
      
       32.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ นิคมอุตสาหกรรม สมุทรสาคร-ถนนเศรษฐกิจ ผ่าน บริษัท เอสบี มูฟ จำกัด 9,600,800 บาท
      
       33.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการกลุ่มลูกค้าท่อย่อย ปทุมธานี-พญาไท ผ่าน บริษัท ไทยคอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด 7.8 ล้านบาท
      
       34.โฆษณาประชาสัมพันธ์ ปตท. ผ่าน บริษัท พีน่า มีเดีย จำกัด 12 ล้านบาท รวม 2 ปี ปตท.ใช้งบฯประชาสัมพันธ์ประมาณ 1,338 ล้านบาท ผ่านเอกชนประมาณ 40 ราย
      
       ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัท ริพเพิล เอฟเฟคท์ จำกัด ซึ่งผู้ทำมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่มาบตาพุด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท นางสาว โศภิน เงินสวัสดิ์ นางบุญสม บุญมาก ถือหุ้นใหญ่ 
      
       บริษัท ซีวิล โปร จำกัด ผู้ทำมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 มีทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท นายสุวรรณ บัณฑิต นางสาววิจิตรา ฉัตรสุวรรณ ถือหุ้นใหญ่ 
      
       บริษัท เอสบี มูฟ จำกัด ผู้ทำมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ นิคมอุตสาหกรรม สมุทรสาคร-ถนนเศรษฐกิจ มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท นางสาวสายชู โทสูงเนิน นายประสิทธิ์ ขันตี ถือหุ้นใหญ่
      
       ส่วน บริษัท ไทยคอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ผู้ทำมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการกลุ่มลูกค้าท่อย่อย ปทุมธานี-พญาไท มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท นายสนธยา ทิพย์อาภากุล ถือหุ้นใหญ่ 
 
      
 
      

 ปตท.ทุ่มงบพันล้านสร้างภาพ-แจกเงินให้เอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ-ปิดปากสื่อชั่วสายเอ็นจีโอ

ม็อบแท็กซี่ค้านขึ้นราคาเอ็นจีวี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า กรุงเทพฯ
 
         www.legendnews.netผลพวงจากการปล่อยให้เครือปตท.กลุ่มทุนสามานย์ใต้เสื้อคลุมรัฐวิสาหกิจผูกขาดธุรกิจพลังงานทั้งระบบสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไม่จบสิ้น ขนส่ง-แท็กซี่ก่อม็อบใหญ่กดดันปตท. รัฐบาลทรยศปรับขึ้นค่าก๊าซเอ็นจีวี ประธานกมธ.ตรวจสอบทุจริตฯ วุฒิสภา ชี้ขาดความโปร่งใส ต้นทุนเนื้อก๊าซของไทยราคาต่ำกว่าตลาดโลกเกือบครึ่ง แฉอ้างขาดทุนหวังเงินชดเชยจากรัฐตามฟอร์ม
      
       การชุมนุมคัดค้านการปรับขึ้นค่าก๊าซเอ็นจีวี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 นำโดยสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั้งรถบรรทุก รถร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) รวมถึงสหกรณ์รถแท็กซี่ ที่นัดชุมนุมใหญ่บนถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ บมจ.ปตท. สำหรับรถบรรทุกและรถบัส ส่วนรถแท็กซี่ รวมตัวกันบริเวณลานพระรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 และล้อมรอบทำเนียบรัฐบาล นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของกลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่ปล่อยให้เครือ ปตท. ผูกขาดธุรกิจพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งก๊าซฯ และน้ำมัน
      
       ความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด จะหมุนเวียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น ตราบใดที่ ปตท. ได้หลงลืมปรัชญาการก่อเกิดองค์กรพลังงานของชาติแห่งนี้ว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อใคร และมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจแสวงหากำไรสูงสุดด้วยการอาศัยสถานะรัฐวิสาหกิจที่ใช้อำนาจมหาชนของรัฐแสวงหาประโยชน์จากสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งผลักดันให้รัฐบาลออกนโยบายและมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อการผูกขาดธุรกิจพลังงานของตนเอง เป็นสำคัญ
      
       ความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ หากมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น จะพบว่า ปตท.ประสบความสำเร็จในการผลักดันให้รัฐบาลส่งเสริมนโยบายการใช้ก๊าซเอ็นจีวีในภาคขนส่ง โดยอ้างเหตุผลว่า ก๊าซเอ็นจีวี เป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาด เหมาะสำหรับใช้ในภาคขนส่งทั้งรถบรรทุก รถบัส รถแท็กซี่ ส่วนก๊าซแอลพีจีซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการขนส่งอยู่นั้นไม่มีความปลอดภัย เป็นการใช้ก๊าซฯไม่ถูกประเภท และทำให้ก๊าซแอลพีจีขาดแคลน
      
       ทั้งที่ความจริงแล้วทั่วโลกต่างใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งกันทั้งนั้น และก๊าซแอลพีจีไม่ได้ขาดแคลนอย่างที่ปตท.กล่าวอ้าง แต่เป็นการสร้างเรื่องกดดันเพื่อให้รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีในราคาตลาดโลก หรือไม่เช่นนั้นรัฐก็ต้องชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาก๊าซในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลวิธีที่ปตท.ทำแล้วได้ผล เพราะจนถึงเวลานี้รัฐบาลยังต้องควักเงินกองทุนน้ำมัน เงินที่เก็บจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันเบนซินมาชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีให้กับปตท.เป็นเงินรวมแล้วหลายหมื่นล้านบาท
      
       กรณีการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นวีจีก็เช่นกัน นโยบายนี้ทั้งรัฐบาลและปตท.ต่างร่วมรณรงค์ให้รถขนส่ง แท็กซี่ หันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีจนสำเร็จ กล่าวเฉพาะกรณีแท็กซี่นั้น ปตท.ผลักดันให้รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ออกมาตรการสนับสนุนด้วยการควักเงินกองทุนน้ำมันรวมกับงบอื่นๆ ประมาณ 1,200 ล้านบาท มาสนับสนุนแท็กซี่ที่ติดก๊าซแอลพีจีให้เปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีเพราะราคาก๊าซถูกกว่าและปลอดภัยกว่า โดยตั้งเป้าหมาย 30,000 คัน
      
       แต่ทว่ามาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ด้วยการติดตั้งเอ็นจีวีกลับกลายเป็นมาตรการขูดเลือดแทน เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี ตามที่ปตท.เรียกร้องและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เห็นชอบ ให้ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีกิโลกรัมละ 6 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 รวมปรับ 12 ครั้งๆ ละ 0.50 บาท จากราคาปัจจุบัน 8.50 บาทต่อกิโลกกรัม โดยอ้างเหตุผลเดิมๆ คือ ต้นทุนค่าก๊าซและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ปตท.ต้องแบกรับภาระการขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทแล้ว
      
       “ต้นทุนเนื้อก๊าซธรรมชาติปตท.ยังไม่รวมค่าขนส่งและบริหารจัดการอยู่ที่เฉลี่ย 9.90-10 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นราคาก๊าซ NGV ตามกรอบที่รัฐกำหนดคือทยอยขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ต่อกก.จนครบ 6 บาทในสิ้นปี 2555เพื่อลดภาระขาดทุนในการนำไปปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น” พีระพงษ์ อัจฉรียชีวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลต่อสื่อ
      
       เช่นเดียวกับ เติมชัย บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ระบุว่า ต้นทุนการขายของ ปตท.หน้าปั๊มในขณะนี้ เท่ากับ 15.50 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นการจำหน่ายในอัตรา 8.50 บาท จึงเป็นอัตราที่ขาดทุน และ ปตท.พร้อมให้พิสูจน์ต้นทุนการขนส่งและบริหารจัดการจากสถานีแม่ไปสถานีลูกที่มีต้นทุนประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม
      
       การอ้างเหตุผลเพราะขาดทุนทั้งจากค่าเนื้อก๊าซ ค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการของปตท. ถูกโต้แย้งจากฝ่ายสหพันธ์ขนส่งฯ และเครือข่าย ว่าเป็นการขึ้นราคาที่ไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการขนส่งและรถแท็กซี่ และไม่เชื่อว่าต้นทุนค่าขนส่งก๊าซฯ ไม่ได้สูงดังที่ปตท.กล่าวอ้าง
      
       ที่สำคัญ คือ ตั้งคำถามจาก รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่ระบุว่า ขณะนี้ราคาก๊าซดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เวลานี้อยู่ที่ 3.37 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก จะเห็นว่า ปตท.ซื้อก๊าซในประเทศถูกกว่าตลาดโลกถึง 40 - 67% การที่ปตท.กล่าวอ้างว่ามีต้นทุนเนื้อก๊าซฯ อยู่ที่ 9.90 - 10 บาทต่อกิโลกกรัม ไม่น่าจะถูกต้อง และปตท.มักอ้างว่าราคาขายไม่อิงตลาดโลกทำให้ขาดทุน แต่ไม่เคยเอ่ยถึงต้นทุนเนื้อก๊าซที่ถูกกว่าตลาดโลกอย่างมากแต่อย่างใด 
      
       นอกจากนั้น ต้นทุนค่าขนส่งก๊าซเอ็นจีวีที่สูงถึง 40% ที่ปตท.กล่าวอ้างยังน่าสงสัย ไม่นับว่า การส่งเสริมให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในรถเล็กนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้องเพราะรถเล็กจะมีปัญหาในการเติมก๊าซจากปั๊มที่อยู่นอกแนวท่อ ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีควรใช้สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และสร้างปั๊มตามแนวท่อก๊าซเป็นหลักเท่านั้น
      
       “ต้นทุนที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นจริง และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะถูกผูกขาดโดยปตท. น่าจะต้องมีการตรวจสอบ” ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าว และยังตั้งคำถามต่อว่า ปตท.มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำไมถึงไม่สามารถทำราคาให้เหมาะสมได้ ทั้งที่เรามีต้นทุนเนื้อก๊าซถูกเหมือนผลไม้ในสวนเราเอง แต่ปตท.กลับทำเหมือนขาดทุนตลอดเวลา ควรมีการตรวจสอบว่ามีการผ่องถ่ายกำไรไปยังบริษัทลูกหรือไม่ การบอกว่าขาดทุนเป็นเรื่องเพื่อให้ได้รับเงินชดเชยจากรัฐมากกว่า